► เตรียมพบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ช่วยหมดห่วงวัยเกษียน - Tigersoft1998 | #1 โปรแกรมบริหารงานบุคคล โปรแกรมเงินเดือน โปรแกรม Payroll

Blog

► เตรียมพบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ช่วยหมดห่วงวัยเกษียน

   บริหารงานบุคคล

  การงาน เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนต้องทำเพื่อหาเลี้ยงชีพหากไม่ได้มีสมบัติเงินทองติดตัวมาตั้งแต่เกิด เราทุกคนทำงานจนถึงบั้นปลายชีวิตแล้วจึงเกษียนตัวไปใช้ชีวิตในแบบที่สบายขึ้น แต่การเกษียนไม่ใช่สิ่งที่คนทำงานทุกคนยินดี บางคนอาจไม่อยากให้เกิดขึ้นเสียด้วยซ้ำ เพราะยังติดภาระต่างๆที่ทำให้ต้องมีเงินจุนเจือ ไหนจะค่าครองชีพส่วนตัวที่ลดน้อยลงอีก ดังนั้นสิ่งที่ผู้สูงอายุบางคนทำในชีวิตวัยเกษียรคือ หาอาชีพอื่นทำต่อ เพื่อหาเลี้ยงตนเองต่อไป ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเพราะคนเราควรจะได้พักเมื่อแก่ตัวลง

      แต่ต่อจากนี้ไปคนทำงานไม่ต้องกังวลถึงอนาคตวัยเกษียรอีกแล้ว เพราะกระทรวงการคลังกำลังจะออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ช่วยเหลือผู้ยากไร้โดยการตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ หรือ กบช. ซึ่งบังคับให้ผู้ประกอบตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยจะเริ่มจากบริษัทที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ทั้งนี้พ.ร.บ.ดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2561

โดยการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนนั้น จะเป็นการให้นายจ้างและลูกจ้างจ่ายสมทบฝ่ายละ 3% ใน 3 ปีแรก จากนั้นจะเพิ่มเป็นฝ่ายละ 5% และ 7% ตามลำดับในช่วงเวลาต่อไป ส่วนลูกจ้างคนใดที่มีรายได้ไม่ถึง 10,000 บาทต่อเดือน ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ ให้เป็นหน้าที่ของนายจ้างเป็นผู้จ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะถือว่าลูกจ้างยังมีรายได้น้อยอยู่ ถึงตรงนี้ลูกจ้างหลายคนอาจมองว่า อย่างนี้ก็เหมือนไม่ได้รับเงินรายได้เต็มจำนวน เพราะต้องถูกหักเงินจำนวนหนึ่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่หากพิจารณาให้ดีเงินที่ถูกหักไปนั้นก็ไม่ได้สูญเปล่า แต่จะกลายเป็นเงินสำรองในอนาคตและเป็นหลักประกันให้ชีวิตปลายของคุณมีความมั่นคง และสุขสบายนั่นเอง

ต่อไปนี้เป็นเงื่อนไขการเบิกจ่ายของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่เอื้อประโยชน์ต่างๆให้แก่คนทำงาน ดังนี้

1.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพถือเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งในรูปแบบการออมเงินระยะยาวที่ลูกจ้างกับนายจ้างทำร่วมกัน โดยที่ลูกจ้างยินยอมให้นายจ้างตัดเงินเดือนส่วนหนึ่งไปเป็น “เงินสะสม” เข้ากองทุนฯ และนายจ้างก็จ่าย “เงินสมทบ” อีกส่วนหนึ่งเข้ากองทุนของลูกจ้าง

2.กรณีที่ลาออกจากบริษัท ลูกจ้างจะได้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จ่ายเข้ากองทุนคืนเต็มจำนวน รวมกับเงินสมทบจากนายจ้างตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ เช่น

  • อายุงานน้อยกว่า 1 ปี จะได้รับเงินสมทบจากนายจ้าง ร้อยละ 10
  • อายุงานตั้งแต่ 1-5 ปี จะได้รับเงินสมทบจากนายจ้าง ร้อยละ 50
  • อายุงานตั้งแต่  5 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินสมทบจากนายจ้าง ร้อยละ 100
  • แต่หากลูกจ้างไม่สะสมต่อ แล้วลาออกจากกองทุนไป เงินจำนวนนี้จะถูกนำมาคิดคำนวณภาษีในปลายปี

3.หากลูกจ้างมีอายุเกิน 55 ปี หรือกลายเป็นผู้พิการ หรือเสียชีวิต เงินกองทุนนี้สามารถเบิกออกมาได้โดยไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด

4.กรณีเปลี่ยนงานใหม่ที่มีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างสามารถโอนเงินส่วนนี้ไปสะสมต่อกับที่ทำงานใหม่ได้

นับเป็นข่าวดีอีกเรื่องที่สำคัญต่อคนทำงานทุกคน เพราะใครๆก็ฝันอยากมีชีวิตวัยเกษียรที่สุขสบายหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาหลายปี หรือที่ปัจจุบันเขาเรียกกันว่า Slow life เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป มาตั้งใจออมเงินเข้ากองทุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกันเถอะ

ขอบคุณที่มาจาก https://moneyhub.in.th

Post a Comment