► หากใส่ใจและเข้าใจ เจนเนอเรชั่นไหนก็เอาอยู่


 

      เชื่อว่าหน่วยงานบริหารงานบุคคลเกือบทุกหน่วยงานต้องเคยผ่านความรู้สึกลำบากใจที่ต้องเป็นฝ่ายจัดการสานสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มบุคคลในองค์กร สาเหตุที่ลำบากใจเป็นเพราะความต่างในช่วงวัยที่อาจทำให้การสานสัมพันธ์เป็นไปอย่างไม่ราบรื่น เพราะแต่ละช่วงวัยมีพฤติกรรม หรือแนวคิดที่ต่างกันนั่นเอง หาก HR หันมาศึกษา ทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของคนแต่ละช่วงวัยหรือเจนเนอเรชั่น ก็จะช่วยให้ HR เข้าใจพวกเขาและสามารถนำไปเป็นแนวทางในการบริหารคน หรือไว้ใช้ปรับแก้ปัญหาความต่างของวัยที่เกิดขึ้นในองค์กรได้ เจอเนอเรชั่นต่างๆ มีพฤติกรรม แนวคิด และลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง มาเช็คกัน

  1. Gen B หรือ Baby Boomer Generation คือ คนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2489 – 2507 เป็นกลุ่มคนที่โตมาในยุคที่ต้องฟื้นฟูบ้านเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ทุกคนถูกปลูกฝังแนวคิดที่ต้องเร่งให้ประเทศกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ลักษณะนิสัยจะเป็นคนจริงจัง เคร่งครัดเรื่องขนมธรรมเนียนประเพณี ชีวิตทุ่มเทให้กับการทำงานมาก มีความอดทนสูง อาจเป็นคนประเภท‘อนุรักษ์นิยม’ ในสายตาคนรุ่นหลัง และจากการที่สูญเสียจำนวนประชากรไปมากมายจากการทำศึกสงคราม ทำให้คนยุคนี้มีค่านิยม มีลูกมีหลานเยอะๆ เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานมาช่วยกันพัฒนาประเทศนั่นเอง ปัจจุบันคน Gen B จะมีอายุประมาณ 50 ขึ้นไป
  2. Gen-X หรือ Generation คือ คนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2508-2522 หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “ยับปี้” (Yuppie) ย่อมาจาก Young Urban Professionals หมายถึงพวกที่เกิดมาในยุคมั่งคั่ง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เติบโตมากับการพัฒนาของวิดีโอเกม, คอมพิวเตอร์ และอาจทันดูทีวีจอขาวดำในยุคนี้เริ่มมีการควบคุมอัตราการเกิดของประชากร เพราะโลกตระหนักถึงภาวะคลาดแคลนทรัพยากรที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต คน Gen-X มีนิสัยชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องเป็นทางการ ไม่บ้างาน และทำทุกอย่างได้เพียงลำพังโดยไม่พึ่งพาใคร เป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดเปิดกว้าง สร้างสรรค์แต่ก็มีแนวโน้มที่จะต่อต้านสังคม และไม่ยึดขนบธรรมเนียมประเพณี ตัวอย่างเช่น มองว่าการอยู่ก่อนแต่ง หรือการหย่าร้างเป็นเรื่องปกติ ยอมรับเพศที่ 3 ซึ่งต่างจากกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่มองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องผิดจารีตประเพณี
  3. Gen-Y  หรือ Generation Y หรืออีกชื่อคือ ‘Millennials’เป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วงพ.ศ. 2523-–2540 เด็กยุค Gen Y ที่มีพ่อแม่ Gen B ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มักจะถูกตามใจตั้งแต่เด็กๆ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดี หล่อหลอมให้พวกเขา มีแนวคิดเป็นตัวของตัวเอง ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ในด้านการทำงาน Gen Y ต้องการความชัดเจนในการทำงานว่าสิ่งที่ทำมีผลต่อตนเองและต่อหน่วยงานอย่างไร?  คาดหวังที่จะได้รับเงินเดือนสูง แต่ไม่อดทนต่องานที่ทำ ชอบเปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ นอกจากนี้พวกเขาให้ความสำคัญกับการจัดสมดุลเวลาให้กับตัวเอง อย่างที่จะเห็นได้ว่าหลังเลิกงานคนรุ่นนี้มักจะไปทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น ไปเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือแฮ็งเอาท์กับเพื่อนๆ
  4. Gen-Z หรือGeneration Z คือกลุ่มคนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2540 ขึ้นไป พวกเขามีพ่อแม่เป็นคนรุ่นใหม่อย่าง Gen X เกิดมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้าน เรียนรู้รูปแบบการดำเนินชีวิตในสังคมแบบ Digital เด็กในยุคนี้อาจจะจินตนาการไม่ออกเลยว่า โลกที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตนั้นจะอยู่ได้อย่างไร? เพราะดำเนินชีวิตแบบมีการติดต่อสื่อสารไร้สาย และสื่อบันเทิงออนไลน์ต่างๆ อย่าง สมาร์ทโฟน, แทบเล็ต, สื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น คน Gen Z ปัจจุบันยังอยู่ในวัยเรียน แต่ในอนาคตอันใกล้ พวกเขาจะต้องกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในสังคมทำงาน ดังนั้น HR จึงควรเริ่มทำความเข้าใจ Gen Z ไว้ก่อนตั้งแต่ตอนนี้
  5. Gen-C กลุ่มสุดท้ายนี้ เกิดจากคนกลุ่ม Baby Boommer และ Gen-X ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองให้สนใจเรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น เพราะต้องการทันโลก พฤติกรรมเด่นชัดของคนกลุ่มนี้จึงมีสังคมออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ชอบเข้าไปอัพเดทข้อมูล ติดตามเรื่องราวต่างๆ จากโลกไซเบอร์ และพร้อมจะแชร์ต่อทุกเมื่อ แต่ถึงอย่างไรคนกลุ่มนี้ก็จะโพสต์ด้วยความระมัดระวัง ส่วนมากจะโพสต์เพื่อแบ่งปันความรู้ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ตรงกันข้ามกับคน Gen Y ที่่มักจะโพสต์ตามอารมณ์มากกว่า

จะเห็นได้ว่าในแต่ละเจอเนอเรชั่นแม้จะลักษณะนิสัยต่างกัน แต่ก็มีตั้งข้อดีและข้อเสียคละกันไป หาก HR สามารถดึงด้านดีของแต่ละเจนเนอเรชั่นมาปรับใช้กับงานบริหารบุคคลอย่างชาญฉลาด ก็จะช่วยผลักดันองค์กรให้ก้าวหน้าได้ รวมทั้งสามารถทำให้ทุกคนในองค์กรอยู่ร่วมกับคนในยุคต่างๆอย่างสงบสุข

 

ขอบคุณที่มาจาก http://lifestyle.campus-star.com

Uncategorized @th

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *