► กฎหมายควรรู้ เมื่อตัดสินใจเลิกจ้าง


 

         บางครั้งในการทำงาน คนเป็นนายจ้างก็ต้องเจอสถานการณ์ที่บีบบังคับ อย่างเช่นการเลิกจ้างพนักงาน ด้วยเหตุผลจำเป็น เช่น ตัดงบประมาณ พนักงานทำความผิดร้ายแรง หรืออาจเลิกจ้างด้วยเหตุผลส่วนตัวของนายจ้างเอง แน่นอนว่าส่วนใหญ่นายจ้างก็ไม่เต็มใจทำเช่นนี้หากไม่จำเป็นจริงๆ อย่างไรก็ตามมีกฎหมายแรงงานที่นายจ้างควรรู้ หากตัดสินใจเลิกจ้างพนักงานแน่นอนแล้ว ตามนี้

         ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้กำหนดหน้าที่ของนายจ้างและสิทธิของลูกจ้างกรณีการเลิกจ้าง กำหนดเรื่องการเลิกจ้างตามหลักการตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่158 ดังนี้

          1. ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรที่เกี่ยวข้องกับความสามารถหรือพฤติกรรมของ ลูกจ้าง

          2. ลูกจ้างจะต้องได้รับการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้าง หรือได้รับค่าชดเชยหรือการชดเชยแบบอื่นๆ เว้นแต่ลูกจ้างจะกระทำความผิดอย่างร้ายแรง

          3. ในกรณีที่มีการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม หากนายจ้างไม่สามารถรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานได้ลูกจ้างต้องได้รับเงินชดเชยอย่างเพียงพอ

          จากหลักการเรื่องการเลิกจ้างตามอนุสัญญา ILO ดังกล่าว กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง โดยมีเจตนารมณ์ในการให้ความคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับค่าชดเชย ไม่ว่าจะเป็นกรณีนายจ้างเป็นฝ่ายให้ลูกจ้างออกจากงาน นายจ้างเลิกกิจการ หรือ ลูกจ้างต้องออกจากงาน เพราะสัญญาจ้างสิ้นสุดลง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย ยกเว้นกรณีดังต่อไปนี้

          1.ลูกจ้างลาออกจากงานโดยสมัครใจ

          2.ลูกจ้างที่ทำสัญญากับนายจ้างโดยมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และเป็นการจ้างงานใดงานหนึ่งที่ทำชั่วคราวในช่วงเวลาอันสั้นแล้วเสร็จสิ้น ได้แก่งานดังต่อไปนี้

             2.1 งานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและ สิ้นสุดของงานที่แน่นอน เช่น งานค้นคว้าทดลอง หรืองานสำรวจวิจัยซึ่งอาจเป็นการทำลองผลิตสินค้าชนิดใหม่ เป็นต้น

             2.2 งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน เช่น จ้างลูกจ้างเป็นช่างไม้ ช่างปูน ช่างผูกเหล็ก งานรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น

             2.3 งานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น เช่น จ้างลูกจ้างทำงานในการผลิตซึ่งอาศัยพืชผลตามฤดูกาล เป็นต้น

          ถ้าเป็นการจ้างงานที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนในงานอื่นซึ่งมิใช่งาน 3 ประเภทนี้ ก็ไม่ใช่กรณียกเว้นเรื่อง ค่าชดเชย ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างและไม่อยู่ในกรณียกเว้นข้างต้น รวมทั้งไม่อยู่ในกรณียกเว้นตามมาตรา 119 จะมีสิทธิ ได้รับค่าชดเชยต่อเมื่อมีอายุงานตามเกณฑ์ที่กำหนดดังนี้

        1. ลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 30 วัน

        2. ลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 90 วัน

        3. ลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 180 วัน

        4. ลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 240 วัน
        5. ลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 10ปี ขึ้นไป จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 300 วัน

 

สิทธิผู้ประกันตน กรณีถูกเลิกจ้าง

           จะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 5,000 บาท

                แม้การเลิกจ้างงานจะเป็นข่าวร้ายที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างก็ไม่อยากให้เกิด แต่เมื่อความจำเป็นบีบบังคับ ก็คงจะทำได้แค่ทำใจแต่ไม่ต้องท้อ เพราะเห็นได้ชัดว่ากฎหมายครอบคลุมในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างมาก ดังนั้นพนักงานกินเงินเดือนทุกคนไม่ต้องกลัวหากวันนึงคุณคือผู้โชคร้ายที่ถูกเลิกจ้าง

ขอบคุณข้อมูลจาก www.lb.mol.go.th

Uncategorized @th

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *