Blog

► เคล็ดไม่ลับขับรถในเมืองอย่างประหยัดพลังงาน

 

      คนใช้รถทุกคนทราบดีว่ารถที่ใช้ในเมืองนั้นย่อมใช้พลังงานมากกว่ารถใช้นอกเมือง แม้จะเดินทางด้วยระยะทางที่สั้นกว่าก็ตาม เพราะรถที่ใช้งานในเมืองนั้นต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่แตกต่างมากว่า ไม่ว่าจะเป็นต้องเผชิญรถติด รู้จังหวะชะลอรถ รู้จังหวะแซง เป็นต้น ทำให้ความเร็วของรถไม่คงที่ ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานมากกว่ารถนอกเมืองที่สามารถควบคุมความเร็วรถได้อย่างอิสระ จึงประหยัดพลังงานกว่ารถในเมือง แต่อย่างไรก็ตามการใช้รถในเมืองก็สามารถใช้อย่างประหยัดพลังงานได้หากรู้เคล็ดลับดังต่อไปนี้

1. ขับให้ความเร็วคงที่
ถ้าขับในถนนที่สามารถใช้ความเร็วได้พอสมควร ก็ขับให้ความเร็วอยู่ในระดับที่เท่า ๆ กันไม่เร่ง หรือชะลอโดยไม่จำเป็น ก็จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม

2. เข้าเกียร์ N เมื่อหยุดรถนาน
บางคนอาจะเคยชินกับการเข้าเกียร์ P ทุกครั้งที่หยุดรถ บ้างก็ชอบที่จะเหยียบเบรกค้าง เพื่อความรวดเร็วในการเคลื่อนตัว แต่รู้ไหมว่าการสลับเกียร์บ่อยจะทำให้เครื่องสึกหรอง่าย ดังนั้นเวลาใดที่ต้องหยุดรถชั่วคราว เช่น ติดไฟแดง ควรเข้าเกียร์ N เพื่อความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับ แถมยังช่วยประหยัดน้ำมันได้ราว 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าจอดไม่นาน ไม่ถึง1 นาที ก็ให้เหยียบค้างค้างไว้ได้

3. ไหลเข้าไฟแดง
ปกติเวลาเห็นไฟแดงส่วนใหญ่เราจะเลี้ยงความเร็วมาเรื่อย ๆ แล้วค่อยเหยียบเบรกตอนที่ต่อท้ายคันหน้า จากนี้ไปลองมาเปลี่ยนวิธีเข้าไฟแดงโดยการปล่อยคันเร่งเพื่อให้รถไหลดีกว่า เพราะจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากปล่อยคันเร่งเพื่อตัดการจ่ายน้ำมันให้เร็วขึ้น ก็ช่วยประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น

4. หลีกเลี่ยงการออกตัวเร็ว
เมื่อใดที่จอดรถนานเราทุกคนก็ย่อมหงุดหงิดอยากไปต่อเร็วๆเป็นธรรมดา พอถึงเวลาออกรถจึงเหยียบเต็มที่ รู้ไหมว่าวิธีการเหล่านั้นจะทำให้เครื่องยนต์เผาผลาญมากขึ้น ทำให้เปลืองน้ำมันไปใหญ่ ลองใจเย็นขับแบบไม่รีบร้อนออกตัวช้าๆ โดยรอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2,500 รอบต่อนาที เพราะจังหวะออกตัวจากจุดหยุดนิ่งเป็นช่วงที่รถกินน้ำมันมากที่สุด

5. ใช้ปุ่ม Start/Stop ให้คุ้ม
หากรถของคุณมีปุ่ม start/stop ติดรถมาด้วย ควรใช้ให้คุ้มค่า เพราะมันจะช่วยยืดอายุไดสตาร์ทให้เป็นอย่างดี เมื่อใดที่กำลังจะจอดรถเป็นเวลานานก็กดปุ่ม Start/Stop จะช่วยดับเครื่องยนต์ให้อัตโนมัติ และในขณะเหยียบเบรกค้างไว้ ถ้าสภาพการจราจรติดขัดมาก ๆ ก็ควรเปิดใช้งานจะช่วยประหยัดน้ำมันได้อย่างแน่นอน

รู้แบบนี้แล้วก็อย่าลืมนำไปปรับใช้กันนะ เพราะพลังงานเป็นสิ่งที่มีค่าที่ไม่รู้ว่าจะอยู่กับโลกเราไปอีกนานแค่ไหน

ขอบคุณข้อมูลจาก www.thairpm.com

Post a Comment