► คนชรายิ้ม! รัฐบาลเพิ่มเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,200-1,500 บาท ใครใจดีสละสิทธ์จะได้ประกาศเกียรติคุณ


 

      ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้ทางอื่นจุนเจือ นับเป็นบุคคลยากไร้ที่น่าเห็นใจมากในสังคมไทย ยิ่งผู้ที่ไม่มีลูกหลานดูแลยิ่งชวนให้รู้สึกสังเวช แต่เดิมรัฐบาลมีนโยบายมอบเงินช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุทุกเดือน เดือนละ 600-900 บาท แต่เดี๋ยวนี้สภาพเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่ตามมาคือค่าครองชีพที่สูงขึ้น ภาครัฐได้เล็งเห็นจุดนี้จึงมีมติเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุเป็นจำนวน 1,200-1,500 บาท

      นายอดิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาแถลงการณ์ถึงนโยบายช่วยเหลือดังกล่าวว่า ในปี 2560 รัฐบาลมีแผนการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นแก่ผู้สูงอายุที่มาลงทะเบียนเป็นผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการของรัฐ เหตุที่ต้องเพิ่มเงินช่วยเหลือก็เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกๆวัน จึงทำให้คนชราได้รับความเดือดร้อนและลำบากมาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลังจึงจะเพิ่มเงินสงเคราะห์ให้เป็นคนละ 1,200-1,500 บาทต่อเดือน เพราะเป็นระดับที่เหมาะสมที่สุด
และจะเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้เพียงพอ หรือมีฐานะดี ไม่เดือดร้อนด้านการเงิน สามารถสละสิทธิ์รับเงินดังกล่าว เพื่อมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเพื่อนคนชรา ซึ่งหากใครยินดีสละสิทธิ์ไม่ขอรับเบี้ยนี้ รัฐบาลจะมีใบขอบคุณและเชิดชูเกียรติให้

      เบื้องต้นคาดว่านโยบายดังกล่าวจะสามารถดำเนินการได้หลังจากการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบที่ 2 ในเดือน มี.ค. ที่จะถึง ส่วนจะจ่ายให้แก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยเพิ่มคนละเท่าไหร่นั้น ต้องพิจารณาจากจำนวนผู้สละสิทธิ์ และภาษีจาก เหล้า บุหรี่ รวมไปถึงงบประมาณของรัฐประกอบด้วย ซึ่งภาษีสรรพสามิตจากเหล้า บุหรี่ ที่เก็บได้กว่า 1 แสนล้านต่อปี ทางกรมสรรพสามิตได้นำส่งเข้าคลังเพื่อใช้จัดสรรในงบประมาณส่วนต่างๆ และหากจะนำไปจัดตั้งกองทุนชราภาพก็สามารถทำได้เช่นกัน

      ทั้งนี้ นายอดิศักดิ์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะยกเลิกจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุที่มีฐานะดีทั้งหมด จนเกิดเสียงคัดค้านนั้น ขอออกมาปรับความเข้าใจใหม่ว่าไม่เป็นความจริง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ การที่รัฐบาลอนุญาตให้ผู้สูงอายุที่มีฐานะดี หรือไม่ขัดสนทางการเงินอยู่แล้ว สามารถสละสิทธิ์ไม่ขอรับเงินเบี้ยยังชีพได้ เพื่อนำเงินที่สละสิทธิ์นั้นมาช่วยเหลือผู้ยากไร้จริงๆอย่างเต็มที่
ซึ่งปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่อยู่ในข่ายดังกล่าวประมาณ 8 ล้านคน และมีจำนวนหนึ่งที่ประสงค์ไม่ขอรับเงินส่วนนี้อยู่บ้างแล้ว แต่สำหรับผู้สูงอายุคนใดที่ยังต้องการรับเงินเบี้ยยังชีพอยู่ รัฐบาลก็ยังคงมอบสิทธิ์ให้เช่นเดิม ไม่ได้บังคับแต่อย่างใด

      ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้สูงอายุทีขัดสนทุกคนและเป็นเรื่องน่ายกย่องที่รัฐบาลมองเห็นความสำคัญของคนกลุ่มนี้ เพราะถึงแม้ผู้สูงอายุจะทำอะไรได้น้อยกว่าคนหนุ่ม-สาว จนหลายคนมองว่าไม่มีประโยชน์ แต่อย่างไรพวกเขาก็เป็นคนไทยที่อาจเคยทำประโยชน์ให้ประเทศชาติคนหนึ่ง จึงไม่ควรถูกทอดทิ้งในบั้นปลายชีวิต

Uncategorized @th

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *