► แนวทางการรับมือกับผลกระทบเมื่อรัฐบาลอนุมัติ “แผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ” - Tigersoft1998 | #1 โปรแกรมบริหารงานบุคคล โปรแกรมเงินเดือน โปรแกรม Payroll

Blog

► แนวทางการรับมือกับผลกระทบเมื่อรัฐบาลอนุมัติ “แผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ”

 

      กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จัดเป็นเงินออมชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในระยะยาว เพราะสามารถนำไปใช้ในยามแก่ชราหรือนำไปลงทุนสร้างกิจการต่อยอดได้เมื่อยามเกษียน กองทุนนี้ไม่ได้จัดตั้งในบริษัททุกแห่ง เพราะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้บริหารเอง แต่อีกไม่นานรัฐบาลจะออกมาตรการบังคับให้บริษัททุกแห่งต้องจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้พนักงานทุกคน

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ออกแถลงการณ์ถึงความคืบหน้าของแผนพัฒนากองทุนสำรองเลี้ยงชีพว่า  ขณะนี้รัฐบาลได้ดำเนินการเตรียมใช้แผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับในปี 2561 เป็นปีแรก โดยจะเริ่มจากบริษัทที่มีลูกจ้างจำนวน 100 คนขึ้นไปก่อน จากนั้นจะทยอยให้ใช้กับทุกบริษัทที่มีลูกจ้างจำนวน 1 คนขึ้นไป โดยนายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบ 3% ของเงินเดือน และจะเพิ่มต่อไปเป็น 10% ของเงินเดือนภายในปีที่ 10 โดยจะนับเพดานเงินเดือนสูงสุดที่ 60,000 บาทต่อเดือน กรณีที่ลูกจ้างมีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ให้นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว

อย่างไรก็ตามทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลกระทบหลายๆด้านตามมา และนี่คือแนวทางการรับมือกับผลกระทบที่นายจ้างควรเตรียมตัวเมื่อรัฐบาลอนุมัติ “แผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ”

  1. ทบทวนโครงสร้างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปัจจุบัน

นายจ้างที่มีแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ควรตรวจสอบทบทวนโครงสร้างการจ่ายเงินสมทบปัจจุบันของตนใหม่ วิเคราะห์ค่าใช้จ่าย เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากรัฐบาลเพิ่มอัตราขั้นต่ำของการจ่ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจาก 2% เป็น 3% และอาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่นายจ้างจะพิจารณากองทุนสำรองเลี้ยงชีพขององค์กรอย่างครอบคลุมในแง่ของโครงสร้างกองทุนโดยรวมและกลยุทธ์ในการลงทุน เพื่อให้แน่ใจว่ายังสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ต่าง ๆ ขององค์กร

  1. การเปลี่ยนจากแผนผลประโยชน์ที่กำหนดไว้เป็นแผนสมทบเงินที่กำหนดไว้

บริษัทหลายแห่งในประเทศไทยยังคงใช้ แผนผลประโยชน์ที่กำหนดไว้ (defined benefit plans) ทำให้บริษัทไม่สามารถทราบค่าใช้จ่ายที่มีต่อบริษัทได้จนกว่าจะมีการจ่ายผลประโยชน์เมื่อลูกจ้างเกษียณอายุ และเนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับเป็น แผนสมทบเงินที่กำหนดไว้ (defined contribution plans) นายจ้างจึงควรพิจารณาโครงสร้างแผนที่มีอยู่ และประเมินว่าควรมีการปรับแก้หรือไม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มสูงขึ้น

  1. ทบทวนแผนสวัสดิการสำหรับผู้เกษียณอายุที่มีอยู่ในปัจจุบันและวางแผนสำหรับอนาคต

คาดการณ์ว่า บริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของตนจะต้องดำเนินการตามแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับนี้ ในขณะที่บริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ไม่ต้องดำเนินการ แม้ในขณะนี้จะมีข้อมูลไม่มากเกี่ยวกับการดำเนินการแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ แต่บริษัทต่างๆ ก็จำเป็นต้องพิจารณาทบทวนแผนสวัสดิการสำหรับผู้เกษียณอายุที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงวางแผนจัดการกฎระเบียบข้อบังคับและการกำกับดูแลสวัสดิการต่อไปในอนาคตด้วย

แม้การออกมาตรการเช่นนี้จะเป็นไปในรูปแบบบังคับ แต่หากมองในแง่ดีก็ล้วนส่งผลประโยชน์ให้แก่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างเท่าๆกัน ในมุมของลูกจ้างจะได้มีเงินเก็บไว้ใช้ยามเกษียน ส่วนในมุมของนายจ้างก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้ได้พิจารณาทบทวนการจัดการดูแลและความเหมาะสมในการสนับสนุนความต้องการทางการเงินในระยะยาวของลูกจ้างได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก www.brandinside.asia/

 

Post a Comment