► กรมอนามัยเตือน! อันตรายหากไม่ทานมื้อเช้า เสี่ยงหลายโรค - Tigersoft1998 | #1 โปรแกรมบริหารงานบุคคล โปรแกรมเงินเดือน โปรแกรม Payroll

Blog

► กรมอนามัยเตือน! อันตรายหากไม่ทานมื้อเช้า เสี่ยงหลายโรค

 

      ชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองในเวลาเช้าทำให้หลายคนละเลยมื้อเช้าไป โดยหารู้ไม่ว่าอาหารมื้อแรกของวันเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นจุดเริ่มต้นพลังงานในแต่ละวัน แต่หากไม่ทานมื้อเช้าเป็นประจำก็จะส่งผลเสียกับร่างกายแน่นอน เพื่อให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงอันตรายนี้ กรมอนามัยจึงออกประกาศเตือนผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของคนไม่ทานมื้อเช้า 

            นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมอนามัยเปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการกินอาหารเช้าโดยสำนักโภชนาการ ซึ่งมีผู้ทำแบบสอบถามจำนวน 220 คน พบว่า กลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 20 – 60 ปี (จำนวน 88.2% ของผู้ตอบแบบสอบถาม) กินอาหารเช้าเป็นประจำ ร้อยละ 59.55 และกินอาหารเช้าเกือบทุกวัน ร้อยละ 24.09  เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเพศชายและเพศหญิง พบว่า เพศชายกินอาหารเช้าทุกวันมากกว่าเพศหญิง คือ ร้อยละ 64 ในขณะที่เพศหญิงร้อยละ 57.24 และส่วนใหญ่กินข้าวเป็นอาหารเช้าเป็นประจำ ร้อยละ 50.45 และดื่มชา กาแฟ แทนข้าว ร้อยละ 25 รองลงมา คือ นมจืดพร่องมันเนย ร้อยละ 13.64

      กรมอนามัยคาดการณ์ว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่กลุ่มวัยทำงานไม่ได้รับประทานอาหารเช้า คือ การดำเนินชีวิตที่เร่งรีบส่งผลให้การเริ่มต้นระบบเผาผลาญของร่างกายช้าลง ร่างกายจึงรู้สึกหิวตลอดเวลา และกินอาหารในมื้อถัดไปมากยิ่งขึ้น กินจุบกินจิบ และมักเลือกเมนูอาหารที่ให้พลังงานสูงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การอดอาหารเช้ายังเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน เนื่องจากคนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ จะลดภาวะผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน หรือภาวะดื้อของอินซูลินซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานได้ถึง ร้อยละ 35 – 50 และผลการวิจัยจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจในอเมริกายังพบว่าการรับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดสมองและโรคหัวใจอีกด้วย

       นอกจากนี้นายแพทย์เจษฎายังชี้แจงต่อไปถึงพฤติกรรมการกินอาหารเช้าของเด็กวัยเรียน พบว่าเด็กอายุ 6 – 11 ปี ร้อยละ 30 ไม่กินอาหารเช้า และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กนักเรียนหญิง อายุ 12 – 14 ปี ไม่กินอาหารเช้า ถึงร้อยละ 52 จึงอยากวอนขอให้ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับอาหารเช้าของเด็กให้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเปิดเทอม หากเด็กวัยเรียนไม่รับประทานอาหารเช้าจะส่งผลเสียต่อการเรียนและสุขภาพ เพราะร่างกายจะทำงานเพื่อเผาผลาญตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ และเมื่อไม่ได้ทานอาหารเช้าร่างกายก็จะไม่ได้รับสารอาหาร ส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ร่างกายอ่อนเพลีย เด็กอาจจะหงุดหงิด อารมณ์เสีย อาจถึงขั้นหน้ามืดเป็นลมได้ เพราะสมองได้รับน้ำตาลกลูโคสไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

      ซึ่งอาหารเช้าที่เหมาะสมสำหรับทุกกลุ่มวัยควรให้พลังงานประมาณ 400 – 450 กิโลแคลอรี โดยเลือกอาหารเช้าให้มีความหลากหลาย ปรุงสุก สด ใหม่เสมอ หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปเพราะมีสารอาหารที่มีประโยชน์น้อย และมีโซเดียมสูง สำหรับผู้ปกครองควรเพิ่มผักสดในมื้อเช้าของเด็กด้วย เพื่อเป็นการฝึกให้เด็กกินผักด้วย ที่สำคัญควรเตรียมนมรสจืด 1 กล่อง และผลไม้ประมาณ 1 ผล เช่น ส้ม แอปเปิ้ล ชมพู่ เพื่อให้เด็กได้คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมและครบถ้วน 

       “ทั้งนี้ หลักโภชนาการที่ถูกต้องควรกินอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ โดยเฉพาะมื้อเช้าซึ่งถือเป็นมื้อที่สำคัญมาก หากไม่มีเวลาเตรียมอาหารเช้าเองก็ควรจะเพิ่มเวลาซัก 10 – 20 นาที เพื่อออกไปเลือกเมนูอาหารเช้าที่เหมาะสมนอกบ้าน เพราะทุกวัยโดยเฉพาะเด็กวัยเรียนเป็นวัยที่ต้องการพลังงาน สารอาหารที่ครบถ้วน และหลากหลายให้เพียงพอต่อร่างกาย ควรหลีกเลี่ยงน้ำอัดลม ขมหวาน ขนมขบเขี้ยว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนของเด็กไทย พร้อมทั้งควรพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง เพราะการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง ทำให้สมองสามารถเรียนรู้ จดจำ มีสมาธิ พร้อมเริ่มวันใหม่ ตลอดจนทำกิจกรรมการเรียนรู้กันเพื่อนได้อย่างดี ควบคู่กับสุขภาพแข็งแรงอีกด้วย” อธิบดีกรมอนามัยกล่าวปิดท้าย

            นี่ก็เป็นหนึ่งเรื่องที่อันตรายซึ่งเราอาจมองข้ามไป อย่างไรก็ตามเมื่อรู้แบบนี้แล้วก็พยายามอย่าอดมื้อเช้ากันนะ

Post a Comment