Blog

► “กองทุนการออมแห่งชาติ” ทางเลือกที่น่าสนใจของผู้ไม่มีสิทธิประกันสังคม

 

     ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือผู้มีกิจการส่วนตัวหลายคนอาจไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม เนื่องจากติดขัดด้านเงื่อนไขต่างๆ ไม่สามารถเข้าร่วมกองทุนได้ ทำให้มีข้อเสียเปรียบผู้ประกันตนกับประกันสังคมอยู่ คือจะไม่มีเงินออมไว้ใช้ยามชรา  ซึ่งหากคุณเป็นคนมีรายได้สูงก็คงไม่ต้องกังวลใดๆกับเรื่องนี้ แต่หากมีรายได้ปานกลางไปจนถึงต่ำก็คงต้องเริ่มหาทางเก็บเงินออมกันบ้างแล้ว

       ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ได้เป็นสมาชิกประกันสังคมก็คือร่วมออมในกองทุน “การออมแห่งชาติ” ซึ่งสามารถเลือกส่งเงินออมในจำนวนน้อยได้ โดยขั้นต่ำเพียง 50 บาทต่อเดือน อีกทั้งรัฐบาลยังจ่ายเงินสมทบให้อีกด้วย รายละเอียดเกี่ยวกับกองทุนการออมแห่งชาติมีดังต่อไปนี้ 

คนที่สิทธิสมัครกองทุนการออมแห่งชาติ
1 เป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุตั้งแต่15 ปี ถึงไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์
2 ไม่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข)
3 ไม่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร
4 ไม่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น
5 ไม่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม
6 ไม่เป็น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
7 ไม่เป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
8 ไม่เป็นสมาชิกกองทุนอื่นหรืออยู่ในระบบบำนาญอื่นตามที่จะกำหนดกฎกระทรวง

การจ่ายเงินสมทบของภาครัฐ

สมาชิกกองทุนการออม สามารถเลือกจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50 บาท และไม่เกิน 13,200 บาทต่อปี โดยรัฐจ่ายสมทบให้ตามสัดส่วนดังนี้
1.อายุ 15-30 ปี รัฐจ่ายให้ 50% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 600 บาทต่อปี
2.อายุ 30-50 ปี รัฐจ่ายให้ 80%ของเงินสะสม แต่ต้องไม่เกิน 960 บาทต่อปีและ
3.อายุมากกว่า 50 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี รัฐจะสมทบจ่ายให้ 100% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี

การรับเงินสมทบมี 2 กรณี ดังนี้
1. กรณีที่สมาชิกสิ้นสมาชิกภาพเพราะอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์  จะได้รับบำนาญจากเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์จากเงินดังกล่าว ไปตลอดอายุขัย และคืนเงินให้กับผู้มีสิทธิรับผลประโยชน์ หากยังมีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีของสมาชิกผู้นั้น
2. กรณีที่สมาชิกทุพพลภาพก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์  สมาชิกจะขอรับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมทั้งหมดหรือบางส่วนจากกองทุนก็ได้ โดยให้ขอรับได้เพียงครั้งเดียว ส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจะจ่ายเป็นบำนาญให้สมาชิกเมื่ออายุครบ 60 ปี ซึ่งในกรณีที่สมาชิกคงเงินไว้ในกองทุนทั้งหมดหรือบางส่วน จะนำเงินที่คงไว้นี้มาคำนวณจ่ายบำนาญด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม หากมีกรณีที่สมาชิกเปลี่ยนงานและทำให้สมาชิกได้รับความคุ้มครองหรือหลักประกันทางรายได้เพื่อการชราภาพตามกฎหมายอื่นที่มีรัฐหรือนายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุน หรืออยู่ในระบบบำนาญใดๆ สมาชิกสามารถคงเงินไว้ในกองทุน และคงการเป็นสมาชิกต่อไป โดยไม่ต้องจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุน และรัฐไม่ต้องจ่ายเงินสมทบให้

ทั้งนี้ รัฐบาลจะรับประกันให้สมาชิกได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการนำเงินสะสมและ เงินสมทบไปลงทุนไม่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 12 เดือนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์แห่งใหญ่ 5 แห่ง ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยจะคำนวณเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้รับกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำดังกล่าวในวันที่สมาชิกสิ้นสมาชิกภาพเพราะอายุครบ 60 ปี หรือเสียชีวิต

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครสมาชิกได้ที่ธนาคารซึ่งเข้าร่วมโครงการ 3 แห่งคือ 1. ธนาคารกรุงไทย 2. ธนาคารออมสิน 3. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยมีหลักฐานการสมัครสมาชิก เพียงบัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้น

สำหรับใครที่กำลังลังเลไม่แน่ใจว่าจะออมเงินทางใดดี และหากคุณมีคุณสมบัติที่สามารถเข้าร่วมกองทุนนี้ได้ อยากให้เก็บไว้พิจารณาเป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพราะอย่างน้อยแม้เงินออมจะไม่มากแต่ก็เป็นเงินเก็บที่อาจนำประโยชน์ให้เราอย่างคาดไม่ถึงในอนาคตก็เป็นได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www. sanook.com

Post a Comment