Blog

► บทพิสูจน์รักแท้ของแม่ ในมโหสถชาดก

 

      “ความรักของแม่มากล้นดุจมหาสมุทร” เราทุกคนในฐานะลูกต่างตระหนักดีถึงความจริงนี้  พวกเราทุกคนมีแม่คนเดียวที่รักด้วยใจจริงและไม่เคยคาดหวังสิ่งใดจากเรา นอกจากการที่ลูกเป็นคนดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ เพื่อที่วันใดไม่มีแม่แล้วแม่จะได้หมดห่วง  ในวันพรุ่งนี้ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติไทย เรามาร่วมระลึกถึงพระคุณแม่ไปกับนิทานมโหสถชาดก ตอนบทพิสูจน์รักแท้ของแม่ กันเถอะ

มโหสถชาดก เป็นชาดกที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ เมื่อครั้งที่เกิดเป็น “มโหสถ” มหาบัณฑิตแห่งเมืองมิถิลานคร เป็นบุตรของสิริวัฒกเศรษฐี แห่งหมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคาม มีความรู้ความสามารถ มีความฉลาดหลักแหลม สามารถตัดสินคดีความต่างๆอย่างเที่ยงธรรม แยบยล จนเป็นที่ยอมรับของปวงชน

           ครั้งหนึ่งมโหสถเคยตัดสินคดีความการแย่งชิงลูกระหว่างหญิงสองคน คนหนึ่งเป็นแม่ที่แท้จริง อีกคนคือนางยักขินีที่แปลงร่างเป็นมนุษย์เพื่อมาขโมยเด็กไปกินเป็นอาหาร หญิงคนที่เป็นแม่ที่แท้จริงนั้นเดินทางมาจากเมืองอื่นเพื่อกลับมาเยี่ยมบิดามารดา โดยนำลูกน้อยมาด้วย แต่เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าต่อการเดินทางที่แรมรอนมานานวัน เมื่อมาถึงสระโบกขรณีก็ลงไปอาบน้ำ ชำระล้างร่างกาย ทั้งของตนเองและลูก ขณะนั้นนางยักขินีตนหนึ่งแอบมองแม่ลูกคู่นี้โดยไม่ละสายตาด้วยความประสงค์จะขโมยเด็กไปกินเป็นอาหาร จึงแปลงร่างเป็นมนุษย์ ขออุ้มเด็กด้วยความเอ็นดู แต่พอได้จังหวะก็ขโมยเด็กวิ่งหนีไป

                มารดาของเด็กรีบขึ้นจากสระน้ำวิ่งไล่ตามไปทันกันในหมู่บ้าน เกิดการถกเถียง แย่งชิงเด็กกัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าเป็นมารดาของเด็ก ร้อนถึงมโหสถที่จะต้องเข้ามาตัดสินคดีความ ว่าใครเป็นแม่ของเด็กกันแน่ ซึ่งแต่แรกที่มโหสถเห็นหญิงที่กำลังอุ้มทารกอยู่ ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นนางยักขินีที่แปลงร่างมาเป็นมนุษย์ เพราะตระหนักได้จากนัยน์ตาที่แดงก่ำและไม่กะพริบ นอกจากนั้น ร่างของหญิงผู้นี้ยังไม่ทอดเงา ผิดกับผู้คนทั่วไปที่ต้องมีเงาของแต่ละคนปรากฏ

                อย่างไรก็ตามมโหสถจะต้องหาวิธีการตัดสิน ที่สามารถทำให้ผู้คนยอมรับได้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ซึ่งในชั้นแรกนี้ทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับว่าหากมโหสถตัดสินอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป ว่าใครเป็นมารดาของเด็กคนนี้ ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับในคำตัดสินนั้นโดยดุษฎี

                ครั้นแล้วมโหสถก็ขีดเส้นลงบนพื้นแล้วให้วางทารกไว้ตรงเส้นที่ขีดไว้ จากนั้นก็ให้นำเชือกมาผูกที่ตัวเด็กให้แน่น แล้วกำหนดกติกาให้ทั้งสองฝ่ายออกแรงดึง หากฝ่ายใดสามารถดึงร่างของเด็กไปหาตนได้ก็จะได้เด็กนั้นไปครอบครอง ซึ่งพอนางยักขินีออกแรงดึง เชือกก็รัดตัวเด็กจนแน่นทำให้เด็กส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ขณะที่หญิงซึ่งเป็นแม่ที่แท้จริงรีบปล่อยเชือกทันทีด้วยความสงสารลูกน้อยที่ถูกเชือกรัด แล้วก็ปิดหน้าร้องไห้ด้วยความเวทนาลูกรัก

                มโหสถจึงขอมติจากมหาชนว่าโดยปกติคนที่เป็นแม่จะยอมทนเห็นลูกรักได้รับความเจ็บปวดได้หรือไม่ และ ระหว่างคนที่ออกแรงดึงอย่างเต็มที่เพื่อต้องการจะได้เด็กไปครอบครอง กับคนที่ยอมปล่อยเชือกเพราะสงสารเด็กที่จะได้รับความเจ็บปวด หญิงคนไหนกันแน่ที่น่าจะเป็นแม่ที่แม้จริงของเด็ก ซึ่งมหาชนต่างเปล่งเสียงยืนยันว่าหญิงที่ยอมปล่อยเชือกจะต้องเป็นมารดาของเด็กอย่างแน่นอน เพราะไม่มีแม่คนไหนที่จะทนเห็นลูกได้รับความเจ็บปวดได้ แม่ย่อมยอมทุกข์เพื่อให้ลูกได้สุข แม่ย่อมยอมอดเพื่อให้ลูกได้อิ่ม แม่ย่อมยอมหนาวเพื่อให้ลูกได้อุ่น แม้แต่ชีวิตแม่ยังยอมพลีให้ลูกได้ มโหสถจึงนำทารกน้อยไปมอบให้กับมารดาที่แท้จริง และ กล่าวคาดคั้นจนนางยักขินียอมรับถึงตัวตนที่แท้จริงว่านางเป็นยักษ์ แปลงร่างมาเป็นมนุษย์เพื่อต้องการจับเด็กไปกิน

                มโหสถได้ว่ากล่าวตักเตือนและให้สติแก่นางยักขินีว่า บาปที่นางได้สร้างไว้เมื่อชาติก่อน ชาตินี้นางจึงได้มาเกิดเป็นยักขินี ขอให้นางหยุดสร้างบาป หยุดสร้างกรรมชั่ว เพื่อจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี จากนั้นก็ขอให้นางยักขินีรับศีลห้าก่อนที่มหาชนจะยอมปล่อยนางไป

มโหสถชาดกเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความรักของแม่อย่างแท้จริง เพราะแม่ที่แท้จริงนั้นย่อมยอมเสียสละเพื่อลูกได้เสมอ แอดมินเชื่อว่าแม่ของทุกท่านก็มีความรู้สึกรักลูกไม่ต่างจากแม่ในนิทานชาดกเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นแม่เมื่อครั้งพุทธกาล หรือยุคปัจจุบัน จิตสำนึกของความเป็นแม่ก็ยังคงเป็นอมตะนิรันดร์กาลไม่แปรเปลี่ยน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  www.sereechai.com

Post a Comment