► ตีความเศรษฐกิจพอเพียง.. คำสอนของพ่อ - Tigersoft1998 | #1 โปรแกรมบริหารงานบุคคล โปรแกรมเงินเดือน โปรแกรม Payroll

Blog

► ตีความเศรษฐกิจพอเพียง.. คำสอนของพ่อ

 

“คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช : 4 ธ.ค. 2517 )

กระแสพระราชดำรัสที่ได้อัญเชิญมานี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงตรัสไว้เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ในงานเฉลิมพระชนม์พรรษา ปี 2517 ซึ่งแสดงให้เห็นชัดถึงปณิธานอันแน่วแน่ของพระองค์ท่านที่ต้องการให้เมืองไทยดำเนินต่อไปด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก แม้เจริญก้าวหน้าช้ากว่าที่อื่นแต่ก็ไม่มีวันล้ม เป็นหลักการดำเนินชีวิตที่พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับคนไทย วันนี้เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ 9 เรามาทบทวนความเข้าใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญมาตลอดพระชนม์ชีพกันเถอะ

การดำเนินชีวิตอย่างเศรษฐกิจพอเพียงจะต้องมีแนวทางและวิธีคิด ดังนี้
1. มีความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
2. มีความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ
3. มีภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

โดยมี เงื่อนไข ของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง 2 ประการ  ดังนี้
1. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ
2. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

การนำหลักปรัชญาเศรฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต
1. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต
2. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต
3. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง
4. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ
5. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตนตามหลักศาสนา

จะเห็นได้ว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่สิ่งที่ปฏิบัติได้ยากเลย และไม่ใช่ว่าจะปฏิบัติได้เฉพาะผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเท่านั้น อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่หลักเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาใช้ได้กับคนทุกชนชั้น ทุกอาชีพ ขอเพียงยึดถือคุณธรรมและความพอประมาณเป็นสำคัญ ก็จะสามารถดำเนินชีวิตได้มีความสุขอย่างพอมีพอกิน สามารถยืนด้วยตัวเองโดยไม่รบกวนผู้อื่นได้ ซึ่งเป็นไปตามพระราชประสงค์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 อย่างแท้จริง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิชัยพัฒนา www.chaipat.or.th

Post a Comment