6 เรื่องชวนมึน ที่ผู้บริหารหลายคนมักเข้าใจผิด

Blog

6 เรื่องชวนมึน

6 เรื่องชวนมึน ที่ผู้บริหารหลายคนมักเข้าใจผิด

อย่างที่รู้กันดีว่ากฎหมายไทยมีการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยและสถานการณ์ปัจจุบัน กฎหมายแรงงานก็เช่นเดียวกัน จึงเป็นหน้าที่ของนายจ้างและพนักงานฝ่ายบุคคลที่ต้องอัพเดทข้อมูลอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามมีนายจ้างจำนวนไม่น้อยที่อาจไม่ค่อยได้ติดตามข้อมูลด้านกฎหมายแรงงาน จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดหลายอย่าง

ซึ่งอาจกลายเป็นดาบสองคม ที่ผลดีคือนายจ้างมีสิทธิได้เปรียบลูกจ้าง แต่ผลร้ายคือลูกจ้างก็สามารถฟ้องร้องนายจ้างได้เช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแอดมินจึงได้รวบรวมทุกปัญหาที่ผู้บริหารมักเข้าใจผิด มาให้ได้ทบทวนกัน

  1. กำหนดให้พนักงานชั่วคราวไม่ได้รับสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์เท่าพนักงานประจำ

พนักงานชั่วคราว เป็นเหมือนลูกชังของบริษัททุกแห่ง เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้รับสิทธิและสวัสดิการต่างๆ เหมือนพนักงานประจำ เช่น ไม่มีสิทธิ์ลาพักร้อน หรือไม่ได้รับสวัสดิการประกันชีวิตอุบัติเหตุ ไม่ได้รับสิทธิ์ในเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เหมือนกับพนักงานประจำ เป็นต้น รู้ไหมว่าพนักงานมีสิทธิที่จะร้องเรียน หรือฟ้องศาลแรงงานได้ โดยกฎหมายให้ความคุ้มครอง

  1. ทำสัญญาจ้างงานชั่วคราวแบบมีระยะเวลา

          บริษัทเล็กๆหลายแห่งใช้วิธีการนี้ คือเมื่อรับพนักงานเข้าทำงานแล้วก็จับให้เซ็นสัญญาโดยตั้งเงื่อนไขว่า หากพนักงานมีผลงานไม่ดีบริษัทมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า แต่หากทำงานเป็นที่พอใจจะมีการต่อสัญญางานให้ตามเวลาที่ตกลงกันไว้ ความจริงแล้วกฎหมายบัญญัติไว้ว่าหากพนักงานทำงานมาตั้งแต่ 120 วันขึ้นไปจะมีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” ของบริษัทโดยสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นหากบริษัทเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผล หรือไม่ได้เกิดจากการกระทำความผิดร้ายแรง ตามมาตรา 119 ของกฎหมายแรงงาน เช่น ให้ออกเพราะอยู่ดีๆก็เกิดไม่ชอบหน้าขึ้นมา กรณีนี้บริษัทจะต้องจ่ายค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้าให้พนักงาน แม้จะอ้างว่าในสัญญาระบุไว้และพนักงานก็เซ็นรับทราบเงื่อนไขก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวถือเป็น “โมฆะ” เพราะมันขัดกับกฎหมายแรงงาน

  1. เรียกรับเงินค้ำประกัน หรือผู้ค้ำประกันการทำงาน

ตามมาตรา 10 ของกฎหมายแรงงานนั้น ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสินทรัพย์อื่น รวมไปถึงการค้ำประกันด้วยตัวบุคคลก็ไม่ได้นะครับ เว้นแต่ถ้าตำแหน่งงานใดมีลักษณะงานหรือสภาพการทำงานที่ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเงิน หรือทรัพย์สินของนายจ้างที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้เช่น ลูกจ้างเป็นแคชเชียร์ หรือเป็นสมุห์บัญชี เป็นต้น อย่างนี้ถึงจะเรียกรับเงินค้ำประกันการทำงานได้

  1. ให้พนักงานลาป่วยได้ไม่เกิน 30 วัน

 เชื่อว่าเป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงมากสำหรับกรณีนี้ เพราะทุกบริษัทจะเข้าใจว่าพนักงานสามารถลาป่วยได้ไม่เกินปีละ 30 วันใช่ไหม? แต่ความจริงแล้วพนักงานสามารถลาป่วยได้เกิน 30 วันหรือ ลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง แต่บริษัทมีสิทธิจ่ายค่าจ้างให้ไม่เกิน 30 วัน นั่นคือต้องมีการพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างป่วยจริงๆ จึงจะให้สิทธินั้นได้ หากแกล้งป่วยและถูกจับได้ บริษัทสามารถลงโทษพนักงานคนนั้นได้เต็มที่ และสามารถออกหนังสือตักเตือนได้ด้วย

  1. ไม่มีวันหยุดประจำสัปดาห์และวันหยุดตามประเพณี

          ยุคสมัยนี้แล้วก็ยังมีบริษัทเขี้ยวลากดินที่ไม่ให้วันหยุดแก่พนักงานเท่าที่กฎหมายกำหนดอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังเป็นที่ใช้กับทั้งพนักงานประจำและชั่วคราว อยากให้บริษัทเหล่านั้นรู้ไว้เลยว่ากฎหมายแรงงานกำหนดเอาไว้ว่า “เมื่อลูกจ้างทำงานมาแล้ว 6 วัน นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างได้มีวันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อย 1 วัน (ตามมาตรา 28 ในกฎหมายแรงงาน) และให้มีวันหยุดตามประเพณี (มาตรา 29) ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องมีอย่างน้อยปีละ 13 วัน (รวมวันแรงงานแห่งชาติ)” หากบริษัทใดมากำหนดให้มีวันหยุดดังกล่าว ลูกจ้างสามารถฟ้องร้องเอาผิดนายจ้างได้เต็มที่

  1. ไม่ทำสัญญาจ้างเมื่อมีการรับพนักงานเข้าทำงาน

บริษัทบางแห่งอาจคิดว่าถ้าไม่มีสัญญาจ้างพนักงานก็ไม่สามารถฟ้องร้องได้ เช่นเดียวกับซื้อของไม่มีใบเสร็จเรียกร้องอะไรไม่ได้  แต่ความจริงแล้วกฎหมายให้ความคุ้มครองลูกจ้างมากกว่าแค่กระดาษใบเดียว เพราะสภาพการจ้างเกิดขึ้นได้สามารถเกิดขึ้นได้หลายกรณี โดยไม่จำเป็นต้องมีสัญญาจ้างเป็นกระดาษเท่านั้น การออกปากชักชวนด้วยปากเปล่า หรือการปล่อยให้เข้ามาทำงานเป็นระยะเวลาต่อเนื่องไปโดยปริยาย เหล่านี้ล้วนแต่เกิดสภาพการจ้างขึ้นแล้วทั้งสิ้น

และนี่ก็คือ 6 เรื่องที่นายจ้างมักเข้าใจผิดและนำไปทำตามๆกันจนบางครั้งก่อให้เกิดปัญหาที่สามารถเอาผิดบริษัท อยากให้นายจ้าง ตลอดจนฝ่ายบุคคลนำไปทบทวนกันอีกครั้งเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด และส่งเสริมความเป็นธรรมให้แก่ลูกจ้าง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.incrystalbiz.com

Post a Comment