ภาษีป้าย คืออะไรและต้องจ่ายอย่างไร? วันนี้มีคำตอบ

ภาษีป้าย

ข่าว “ป้าทุบรถ” ที่โด่งดังในโลกโซเชียลเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ยังคงเป็นประเด็นร้อนให้พูดถึงกันอยู่จนวันนี้ ล่าสุดมีบางคนหลงประเด็นไปถึงเรื่องป้ายที่ติดหน้าบ้านของหญิงเจ้าทุกข์ที่ถูกรถจอดขวางหน้าบ้าน ว่าอาจเป็นป้ายที่หลีกเลี่ยงจ่ายภาษีป้ายหรือไม่? ซึ่งต่อมาทางเจ้าทุกข์ก็ได้อธิบายว่าป้ายหน้าบ้านของตนนั้นไม่เข้าข่ายเสียภาษีป้าย นี่เองทำให้หลายคนเกิดข้อข้องใจว่าแล้วป้ายชนิดใดจึงเข้าข่ายต้องเสียบ้าง? วันนี้แอดมินจะขอมาอธิบายเกี่ยวกับภาษีป้ายให้เข้าใจกระจ่างชัดกันเอง
ป้ายอย่างใดจึงเข้าข่ายเสียต้องภาษี? กฎหมายกำหนดให้ป้ายที่ต้องเสียภาษี ประกอบด้วยป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่น ๆเพื่อหารายได้ หรือโฆษณาการค้า หรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะแสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพหรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น  ขณะเดียวกันป้ายบางประเภทก็ได้รับการคุ้มครองให้ยกเว้นจากการเสียภาษี ซึ่งสามารถตรวจเช็คได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร www.rd.go.th

ขั้นตอนการยื่นเสียภาษีป้าย

1. ตรวจสอบความปลอดภัยของการติดตั้งป้าย

แน่นอนว่าก่อนตั้งร้านสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือป้ายหน้าร้าน ซึ่งเจ้าของร้านอาจทำเองหรือจ้างทำ แต่ก่อนที่จะนำป้ายไปติดตั้ง จะต้องไปแจ้งรายละเอียดของป้ายที่สำนักงานเขตหรืออำเภอก่อน เพื่อขอคำอนุญาตติดตั้งกับทางสำนักงานเขต เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบลที่เราอาศัยอยู่เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบก่อนว่าลักษณะป้ายของเรานั้น สร้างความเดือดร้อนที่ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหรือไม่

2. ยื่นเอกสารประกอบเพื่อยื่นชำระภาษี

หลักฐานและเอกสารที่ต้องนำไปประกอบเพื่อยื่นชำระภาษีมีดังต่อไปนี้
– บัตรประจำตัวประชาชน
– สำเนาทะเบียนบ้าน
– ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
– หนังสือรับรองห้างหุ้นส่วน
– ใบอนุญาตติดตั้งป้าย หรือใบเสร็จรับเงินจากร้านทำป้าย

เมื่อเตรียมเอกสารทั้งหมดพร้อมแล้ว เจ้าของป้ายนั้นจะต้องนำเอกสารและหลักฐานไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป. 1) ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ โดยพนักงานจะดำเนินการได้ 2 กรณี คือ 1.พร้อมชำระภาษีป้ายได้ทันที 2. ไม่พร้อมชำระภาษีทันที ซึ่งจะเข้าข่ายกรณีใดนั้นขึ้นอยู่กับการประเมินของเจ้าหน้าที่
สำหรับการชำระภาษีนั้นผู้เป็นเจ้าของป้ายหรือผู้ครอบครองป้ายจะต้องยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี และชำระภายในเดือนมีนาคม แต่หากมีการติดตั้งป้ายใหม่หรือเปลี่ยนแปลงข้อความของป้าย จะต้องยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ติดตั้งใหม่ หรือที่เปลี่ยนแปลงข้อความของป้ายใหม่

อัตราค่าภาษีป้าย แบ่งออกเป็น 4 ประเภทตามลักษณะและขนาดของป้ายดังนี้

ป้ายประเภทที่ 1 หมายถึง ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน ให้คิดอัตรา 3 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
ป้ายประเภทที่ 2 หมายถึง ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ หรือปนกับภาพและเครื่องหมายอื่น ให้คิดอัตรา 20 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
ป้ายประเภทที่ 3 หมายถึง (ก) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย หรือ (ข) ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ ให้คิดอัตรา 40 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตรเมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้วถ้ามีอัตราต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียค่าภาษีป้ายละ 200 บาท
ป้ายประเภทที่ 4 หมายถึง ป้ายที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขพื้นที่ป้าย ข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายบางส่วนในป้ายที่ได้เสียภาษีแล้ว อันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่มขึ้น ให้คิดอัตราตาม (1) (2) หรือ (3) แล้วแต่กรณี และให้เสียเฉพาะจำนวนเงินภาษีที่เพิ่มขึ้น
ป้ายทุกประเภทเมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้ว ถ้ามีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท

แม้ภาษีป้ายจะมีอัตราค่าชำระอยู่ไม่มากแต่อย่างไรก็ตามยังมีบางคนที่หลีกเลี่ยงไม่ชำระภาษีอยู่ กฎหมายก็ได้กำหนดโทษบุคคลจำพวกนี้ ตามลำดับความผิดดังต่อไปนี้
1. ผู้เป็นเจ้าของป้ายรายใดไม่ยื่นแบบภายในกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 10 ของค่าภาษี
2. ผู้เป็นเจ้าของป้ายรายใดไม่ชำระเงินค่าภาษีภายในกำหนด จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 2 ของค่าภาษี
3. ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องแสดงหลักฐานการเสียภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานประกอบการค้า หรือประกอบกิจการ
และนี่ก็คือระเบียบการโดยย่อเกี่ยวกับการชำระภาษีป้าย นับว่าเป็นอีกเรื่องเล็กๆที่ไม่ควรมองข้ามไปเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ ดังนั้นสำหรับใครมีกิจการหน้าร้าน แอดมินก็อยากให้ตรวจสอบข้อมูลภาษีป้ายกับบทความนี้อีกครั้ง เพื่อจะได้แน่ใจด้วยว่ากิจการของคุณได้ดำเนินตามกฎหมายทุกข้ออย่างไร้ข้อตกหล่นใดๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก www.rd.go.th

HR NEWS

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *