ข่าวประกันสังคม Archives - Tigersoft1998 | #1 โปรแกรมบริหารงานบุคคล โปรแกรมเงินเดือน โปรแกรม Payroll

ข่าวประกันสังคม

รู้หรือไม่ ตัวเลขที่น่ากลัวที่สุด เมื่อประมาณปี 2553 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ คือ คนไทย 97% มีเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ มีหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น แล้วคนที่เกษียณอายุจะอยู่อย่างไร บ้างก็พึ่งพาลูกหลานบ้าง เป็นภาระให้กับคนรุ่นหลังแน่นอน สำหรับใครที่ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องเกษียณ ก็อยากให้เริ่มคิดอย่างจริงจังได้แล้ว คนที่น่ากลัวที่สุด คือไม่วางแผนอะไรเลย ปล่อยเวลาผ่านไป มารู้ตัวอีกทีก็ไม่มีเงินเก็บแล้ว มีเงินไม่พอใช้ จะเริ่มวางแผนตอนที่ใกล้เกษียณซึ่งนั่นมันสายเกินไปแล้ว แล้วจะเริ่มวางแผนเมื่อไหร่ดี แนะนำว่าให้วางแผนเกษียณตั้งแต่เริ่มทำงานได้จะยิ่งดีมาก ในวัยเกษียณ ต้องมีเงินเท่าไรถึงพอใช้? ถ้าอยากมีชีวิตวัยเกษียณที่ดี ก็อย่าประมาท รีบออมเสียแต่เนิ่นๆ ลองประเมินดูว่าหากพ้นจากวัยเกษียณ เราจะมีชีวิตอยู่ถึงอายุประมาณเท่าไร อายุขัยคนไทยอยู่ที่ 70 เศษ หรือคาดว่าจะถึง 80 ปี นั่นคือเหลือเวลาอีก 20 ปี เราจะใช้ชีวิตอย่างไร ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอในการดำรงชีวิตหลังเกษียณ คำตอบ คือ ที่น่าจะพอใช้ได้ในยุคปัจจุบัน คือ ประมาณ 4 ล้านบาท แต่ถ้าอยากจะมีชีวิตที่หรูหรา สะดวกสบาย เผื่อเดินทางไปท่องเที่ยวบ้าง อยู่ที่ 10 ล้านบาท อาจมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้แผนเราเปลี่ยน ก่อนอื่นเราต้องตั้งเป้าหมายก่อนว่าจะเก็บเงินให้ได้เท่าไหร่ก่อนเกษียณ เช่น ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเก็บให้ได้ 5 ล้านบาท มาลองดูวิธีคำนวณจำนวนเงินออมที่ต้องเก็บต่อเดือนกันว่า ต้องเก็บเท่าไหร่จึงจะได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ต้องเก็บเงินออมต่อเดือนเท่าไหร่ เพื่อให้มีพอใช้ยามเกษียณ ให้เอาเป้าจำนวนเงินเกษียณที่คิดไว้มาตั้ง

ในปัจจุบันนั้นทางรัฐบาลได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยมีลูกเพิ่มมากขึ้น สืบเนื่องจาก 5 ปีที่ผ่านมานี้ จำนวนเด็กแรกเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการมีบุตรคนที่สอง สามารถนำค่าฝากครรภ์และทำคลอดไปหักภาษีได้ มีผลบังคับใช้ในปีภาษี 2561 ที่จะต้องยื่นรายการในปี 2562 เป็นต้นไป โดยนโยบายดังกล่าว มีมาตรการดังต่อไปนี้ มาตรการลดหย่อนภาษีคลอดบุตร ปี 2561 บุตรคนแรก ได้ค่าลดหย่อนคนละ 30,000 บาทต่อคนต่อปีภาษี บุตรคนที่สอง หัดลดหย่อนได้อีกคนล่ะ 60,000 บาท รวมเป็น บิดา-มารดา แยกยื่นภาษีหักลดหย่อน ได้คนล่ะ 90,000 บาท จากเดิมคนมีลูกสามารถลดหย่อนบุตรได้คนละ 30,000 บาท ไม่จำกัดจำนวนคน ถ้าลูกเป็นลูกแท้ๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมายฉบับใหม่เปลี่ยนเป็นให้สามารถลดหย่อนบุตรเพิ่มได้อีก 30,000 บาทต่อคน สำหรับลูกคนที่ 2 เป็นต้นไป ที่เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเกิดในปี 2561 เป็นต้นไป ซึ่งให้บังคับใช้กับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2561 เป็นต้นไป คำว่า “บุตรชอบด้วยกฎหมาย” ถ้าบางคนเป็นสามีภรรยากันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ถึงจะเป็นลูกแท้ๆก็ไม่สามารถเอามาลดหย่อนบุตรได้ ลูกที่สามารถลดหย่อนบุตรได้จะต้องเกิดจากพ่อแม่ที่จดทะเบียนสมรสกัน หรือมีการจดทะเบียนรับรองบุตรแล้วเท่านั้น สำหรับการนำค่าฝากครรภ์หรือค่าคลอดบุตรไปหักเป็น ค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษี ตามจำนวนที่จ่ายจริง สำหรับการตั้งครรภ์แต่ละคราว แต่ไม่เกิน 60,000 บาท หากการจ่ายค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรเกิน 1 ปีภาษี สำหรับการตั้งครรภ์ แต่ละคราว ให้หักลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริงในแต่ละปีภาษี

ว่าที่คุณแม่มือใหม่ทั้งหลาย คุณทราบหรือไม่ว่า สิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากประกันสังคมนั้นมีอะไรบ้างและหลักเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆในการรับสิทธินั้น ถูกกำหนดไว้อย่างไร วันนี้แอดจะมาอธิบายและให้ความรู้เกี่ยวกับการรับสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมกรณีคลอดบุตรให้ทุกคนได้ทราบกัน ค่าจ้าง             ตามกฎหมายได้กำหนดสิทธิเกี่ยวกับการลาคลอดเอาไว้ว่า ลูกจ้างทุกประเภทที่เป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาคลอดตามตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ โดยลูกจ้างหญิงมีครรภ์สามารถลาเพื่อคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วัน โดยนับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย ในส่วนของค่าจ้าง ในขณะที่คุณแม่ใช้สิทธิลาคลอดอยู่นั้น ตามกฎหมายคุณแม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินจาก 2 ช่องทางหลักๆ คือ นายจ้าง ในการลาคลอด 1 ครั้ง คุณแม่จะได้สิทธิในการลาคลอดเป็นจำนวน 90 วัน และนายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้กับคุณแม่ที่ทำการลาคลอดเป็นจำนวนไม่เกิน 45 วันโดยขึ้นอยู่กับทางนายจ้างว่าจะจ่ายระหว่างลา หรือหลังจากมาทำงาน ขึ้นอยู่กับตกลงกัน ประกันสังคม สิทธิที่จะได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากทางประกันสังคม โดยทางประกันสังคมจะเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของเงินเดือนเฉลี่ย 90 วัน (คิดจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท) หรือในกรณีที่คุณแม่ได้เงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท ทางสำนักงานประกันสังคมก็จะคิดเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาทเช่นกัน ค่าคลอดบุตร คุณแม่ทราบหรือไม่ว่า คุณแม่ที่เป็นผู้ประกันตนสามารถเบิกค่าคลอดบุตรจากสำนักงานประกันสังคมในอัตราเหมาจ่าย 13,000 บาทต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง โดยที่คุณแม่จะต้องจ่ายเงินสมทบครบ 5 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนเดือนคลอดบุตรเช่นกัน ซึ่งความหมายของคำว่า “5 เดือน ภายใน 15 เดือน” คือ การนับย้อนหลังไป 13 เดือน คุณแม่จะต้องมีเงินสมทบมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5

ผ่านปีใหม่ 2561 มาได้ไม่นาน เผลอแป๊บเดียวก็ล่วงเข้าสู่กลางปีอีกแล้ว และในช่วงกลางปีนี้เองอาจเป็นช่วงวุ่นวายของหลายๆบริษัทเพราะ เป็นเวลาที่บางบริษัทอาจต้องเสียภาษีครึ่งปีตาม ภ.ง.ด.94 ซึ่งตรงนี้หลายคนอาจจะไม่ทราบว่ามันคืออะไร? ต้องเสียภาษีครึ่งปีด้วยหรือ? ใครบ้างที่ต้องเสีย? วันนี้แอดจะขอนำประเด็นนี้มาชี้แจงให้เคลียร์ชัดกันไปเอง ไม่ต้องตกใจไปหากได้ยินว่ามีการเสียภาษีครึ่งปีด้วย เพราะผู้ที่มีหน้าที่ต้องเสียนั้นคือ ผู้มีรายได้เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึง 30 มิถุนายนของทุกปีมากกว่า 60,000 บาท ในกรณีโสด หรือกรณีมีคู่สมรสต้องมีรายได้รวมกันเกิน 120,000 บาท ถึงจะเข้าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด นอกจากนั้นยังต้องมีที่มาของรายได้ตรงกับประเภทที่ 5, 6, 7 และ 8 ตามประมวลรัษฎากร เงินได้ทั้ง 4 ประเภทที่เข้าข่ายต้องยื่นภาษีครึ่งปี มีดังนี้ 1.) เงินได้ประเภทที่ 5 (ค่าเช่า) คือ ผู้มีรายได้ที่มาจากการปล่อยเช่าทรัพย์สินทุกประเภทที่เรามี ไม่ว่าเป็น บ้าน ที่ดิน หรือรถยนต์ หรือถ้านำทรัพย์สินของคนอื่นมาปล่อยเช่าต่อ          2.) เงินได้ประเภทที่ 6 (ค่าวิชาชีพอิสระ) คือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ 6 สาขา ได้แก่ แพทย์/พยาบาลที่มีใบประกอบโรคศิลปะ, นักกฎหมาย, วิศวกร, สถาปนิก, นักบัญชี และช่างประณีตศิลป์ โดยเงินได้ที่ต้องยื่นภาษี จะอยู่ในรูปของค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพอิสระ 3.)

แต่ก่อนนั้นโรคเอดส์ หรือผู้ติดเชื้อ HIV เป็นโรคที่น่ารังเกียจของสังคม เพราะขาดความรู้ความเข้าใจในโรคนี้อย่างถ่องแท้ แต่ปัจจุบันหลังจากที่แพทย์และหน่วยงานสาธารณสุขต่างๆทั่วโลกได้ออกเผยแพร่ข้อมูลที่ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเอดส์ คนทั่วโลกจึงเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้นและจากที่รังเกียจก็กลับกลายเป็นเห็นใจแทน สำหรับบ้านเรา อีกหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์และติดเชื้อ HIV อย่างเต็มที่ก็คือประกันสังคม น้อยคนจะรู้ว่าประกันสังคมให้การรักษาพยาบาลโรคเอดส์ด้วยเช่นกัน และคุ้มครองได้อย่างครอบคลุมในระดับหนึ่ง เพราะหากผู้ป่วยได้รับการรักษาและรับยาต้านไวรัสเอดส์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้ประกันตนที่ติดเชื้อทั้ง 2 ประเภท สามารถใช้ชีวิตได้ยาวนานขึ้น วันนี้เราดูกันว่าผู้ประกันตนที่ป่วยโรค HIV จะได้รับสิทธิใดจากประกันสังคมบ้าง สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIVและผู้ประกันตนที่เป็นโรคเอดส์ ในการรับยาต้านไวรัสเอดส์จากสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV และผู้ประกันตนที่เป็นโรคเอดส์ สามารถรับยาต้านไวรัสเอดส์ ทั้งสูตรพื้นฐาน สูตรทางเลือก และสูตรดื้อยา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น และในส่วน ของการตรวจ CD4, Viral load, Drug resistance testing สำนักงานประกันสังคมจะเหมาจ่ายให้แก่สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ส่วนกรณีที่ผู้ประกันตนจำเป็นต้องได้รับการตรวจ ทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ ทางสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แนวทางการให้ความคุ้มครองตามที่คณะกรรมการกรมการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม อาศัยอำนาจตามความมาตรา ๑๕ (๒) และมาตรา ๖๓ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งออกประกาศว่าด้วย “ประกาศคณะกรรมการกรมการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมเรื่องหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV และผู้ประกันตนที่เป็นโรคเอดส์” สามารถสรุปออกมาได้ดังนี้ ประกาศคณะกรรมการกรมการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมเรื่องหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนอย่างในขณะนี้ หลายคนก็อาจเกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะเป็นไข้หวัด หรือคนใกล้ตัวพากันป่วยพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ในสถานการณ์นี้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะโรคที่คุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเป็นอยู่อาจไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดา หากแต่เป็นโรคไวรัสนิปาห์ที่กำลังระบาดในปัจจุบัน! โดยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2561 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศให้โรคติดเชื้อ "ไวรัสนิปาห์" (Nipah) เป็น "โรคติดต่ออันตราย" ภายหลังไวรัสนิปาห์หรือโรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ แพร่ระบาดในเมืองโคชิโคด ในรัฐเกรละ ทางภาคใต้ของประเทศอินเดีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 10 ราย โดยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นเชื้อที่ติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่งและสามารถติดต่อจากสัตว์ไปสู่คน เมื่อติดเชื้อแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน จากการแพร่ระบาดดังกล่าว กธ.จึงได้ออกประกาศพรบ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เพื่อยกระดับให้มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และหากพบผู้ป่วยจะต้องรายงานโดยเร็วภายในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง และทำการสอบสวน พร้อมเฝ้าระวังและคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าประเทศโดยเฉพาะจากประเทศอินเดีย เพื่อเป็นการควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาด ทั้งนี้อาการของผู้ติดเชื่อไวรัสนิปาห์จะมีอาการดังต่อไปนี้ มีลักษณะอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว หายใจเร็ว หรือหายใจลำบาก หากเริ่มมีอาการหนักขึ้น จะเริ่มไอเสียงดัง อาจมีอาการแทรกซ้อนที่อันตรายขึ้นมา เช่น ปอดบวม สมองอักเสบ ส่วนใหญ่เมื่ออาการหนักจะมีอาการคล้ายโรคสมองอักเสบ (คนไทยจะเรียกโรคนี้ว่า โรคสมองอักเสบนิปาห์) เริ่มซึม สับสน หรือมีอาการชัก อาการเหล่านี้หากไม่รีบรักษา ก็จะมีอาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ และอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ในคนมีประมาณมากถึงร้อยละ 40 เลยทีเดียว! การรักษาผู้ป่วยโรคไวรัสนิปาห์ ปัจจุบันยังไม่มียาตัวไหนที่สามารถต้านทานไวรัสนิปาห์ได้โดยตรง รวมไปถึงยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันไวรัสนิปาห์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้นแพทย์จะทำการรักษาตามอาการ โดยอาจใช้ยาต้านไวรัส

ผู้ประกันตนโดยสมัครใจที่สำนักงานประกันสังคมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ไม่ได้ทำงานประจำมีสิทธิได้รับสวัสดิการต่างๆจากภาครัฐ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ผู้ประกันมาตรา 39 และผู้ประกันตนมาตรา 40 ซึ่งผู้ประกันตนต้องทำการส่งเงินสมทบเองผ่านช่องทางที่มีให้เลือกหลากหลาย แต่ทุกครั้งที่ส่งเงินต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อย อย่างไรก็ตามประกันสังคมเล็งเห็นว่าการเก็บค่าธรรมเนียมอาจเป็นการสร้างภาระเพิ่มให้ผู้ประกันตนโดยใช่เหตุ จึงตัดสินใจยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และโฆษกสำนักงานประกันสังคม ออกมาเปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคมจะยกเลิกค่าธรรมเนียมการชำระเงินสมทบ สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 ตามอัตราที่ผ่านธนาคารและหน่วยบริการกำหนด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกันตน และให้แรงงานนอกระบบเข้าถึงระบบอย่างทั่วถึง โดยมีธนาคารเข้าร่วมแล้ว 15 แห่ง สามารถติดต่อขอรับบริการได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป โดยการยกเลิกค่าธรรมเนียมการชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 ผ่านธนาคารและหน่วยบริการ เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกันตน โดยมีธนาคารและหน่วยบริการยกเลิกค่าธรรมเนียมแล้ว 15 แห่ง ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ชำระเงินได้ที่ธนาคารกรุงไทย, กรุงศรีอยุธยา หรือหักบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาติ, ทหารไทย ส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ชำระเงินได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือหักบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย, กรุงศรีอยุธยา เป็นต้น สามารถติดต่อขอรับบริการได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2561 นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การยกเลิกค่าธรรมเนียมในครั้งนี้ เนื่องจากมติที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษา เมื่อวันที่