ข่าวประกันสังคม

แต่ก่อนนั้นโรคเอดส์ หรือผู้ติดเชื้อ HIV เป็นโรคที่น่ารังเกียจของสังคม เพราะขาดความรู้ความเข้าใจในโรคนี้อย่างถ่องแท้ แต่ปัจจุบันหลังจากที่แพทย์และหน่วยงานสาธารณสุขต่างๆทั่วโลกได้ออกเผยแพร่ข้อมูลที่ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเอดส์ คนทั่วโลกจึงเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้นและจากที่รังเกียจก็กลับกลายเป็นเห็นใจแทน สำหรับบ้านเรา อีกหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์และติดเชื้อ HIV อย่างเต็มที่ก็คือประกันสังคม น้อยคนจะรู้ว่าประกันสังคมให้การรักษาพยาบาลโรคเอดส์ด้วยเช่นกัน และคุ้มครองได้อย่างครอบคลุมในระดับหนึ่ง เพราะหากผู้ป่วยได้รับการรักษาและรับยาต้านไวรัสเอดส์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้ประกันตนที่ติดเชื้อทั้ง 2 ประเภท สามารถใช้ชีวิตได้ยาวนานขึ้น วันนี้เราดูกันว่าผู้ประกันตนที่ป่วยโรค HIV จะได้รับสิทธิใดจากประกันสังคมบ้าง สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIVและผู้ประกันตนที่เป็นโรคเอดส์ ในการรับยาต้านไวรัสเอดส์จากสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV และผู้ประกันตนที่เป็นโรคเอดส์ สามารถรับยาต้านไวรัสเอดส์ ทั้งสูตรพื้นฐาน สูตรทางเลือก และสูตรดื้อยา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น และในส่วน ของการตรวจ CD4, Viral load, Drug resistance testing สำนักงานประกันสังคมจะเหมาจ่ายให้แก่สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ส่วนกรณีที่ผู้ประกันตนจำเป็นต้องได้รับการตรวจ ทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ ทางสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แนวทางการให้ความคุ้มครองตามที่คณะกรรมการกรมการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม อาศัยอำนาจตามความมาตรา ๑๕ (๒) และมาตรา ๖๓ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งออกประกาศว่าด้วย “ประกาศคณะกรรมการกรมการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมเรื่องหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV และผู้ประกันตนที่เป็นโรคเอดส์” สามารถสรุปออกมาได้ดังนี้ ประกาศคณะกรรมการกรมการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมเรื่องหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนอย่างในขณะนี้ หลายคนก็อาจเกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะเป็นไข้หวัด หรือคนใกล้ตัวพากันป่วยพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ในสถานการณ์นี้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะโรคที่คุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเป็นอยู่อาจไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดา หากแต่เป็นโรคไวรัสนิปาห์ที่กำลังระบาดในปัจจุบัน! โดยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2561 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศให้โรคติดเชื้อ "ไวรัสนิปาห์" (Nipah) เป็น "โรคติดต่ออันตราย" ภายหลังไวรัสนิปาห์หรือโรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ แพร่ระบาดในเมืองโคชิโคด ในรัฐเกรละ ทางภาคใต้ของประเทศอินเดีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 10 ราย โดยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นเชื้อที่ติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่งและสามารถติดต่อจากสัตว์ไปสู่คน เมื่อติดเชื้อแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน จากการแพร่ระบาดดังกล่าว กธ.จึงได้ออกประกาศพรบ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เพื่อยกระดับให้มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และหากพบผู้ป่วยจะต้องรายงานโดยเร็วภายในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง และทำการสอบสวน พร้อมเฝ้าระวังและคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าประเทศโดยเฉพาะจากประเทศอินเดีย เพื่อเป็นการควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาด ทั้งนี้อาการของผู้ติดเชื่อไวรัสนิปาห์จะมีอาการดังต่อไปนี้ มีลักษณะอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว หายใจเร็ว หรือหายใจลำบาก หากเริ่มมีอาการหนักขึ้น จะเริ่มไอเสียงดัง อาจมีอาการแทรกซ้อนที่อันตรายขึ้นมา เช่น ปอดบวม สมองอักเสบ ส่วนใหญ่เมื่ออาการหนักจะมีอาการคล้ายโรคสมองอักเสบ (คนไทยจะเรียกโรคนี้ว่า โรคสมองอักเสบนิปาห์) เริ่มซึม สับสน หรือมีอาการชัก อาการเหล่านี้หากไม่รีบรักษา ก็จะมีอาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ และอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ในคนมีประมาณมากถึงร้อยละ 40 เลยทีเดียว! การรักษาผู้ป่วยโรคไวรัสนิปาห์ ปัจจุบันยังไม่มียาตัวไหนที่สามารถต้านทานไวรัสนิปาห์ได้โดยตรง รวมไปถึงยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันไวรัสนิปาห์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้นแพทย์จะทำการรักษาตามอาการ โดยอาจใช้ยาต้านไวรัส

ผู้ประกันตนโดยสมัครใจที่สำนักงานประกันสังคมเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ไม่ได้ทำงานประจำมีสิทธิได้รับสวัสดิการต่างๆจากภาครัฐ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ผู้ประกันมาตรา 39 และผู้ประกันตนมาตรา 40 ซึ่งผู้ประกันตนต้องทำการส่งเงินสมทบเองผ่านช่องทางที่มีให้เลือกหลากหลาย แต่ทุกครั้งที่ส่งเงินต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อย อย่างไรก็ตามประกันสังคมเล็งเห็นว่าการเก็บค่าธรรมเนียมอาจเป็นการสร้างภาระเพิ่มให้ผู้ประกันตนโดยใช่เหตุ จึงตัดสินใจยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และโฆษกสำนักงานประกันสังคม ออกมาเปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคมจะยกเลิกค่าธรรมเนียมการชำระเงินสมทบ สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 ตามอัตราที่ผ่านธนาคารและหน่วยบริการกำหนด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกันตน และให้แรงงานนอกระบบเข้าถึงระบบอย่างทั่วถึง โดยมีธนาคารเข้าร่วมแล้ว 15 แห่ง สามารถติดต่อขอรับบริการได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป โดยการยกเลิกค่าธรรมเนียมการชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 ผ่านธนาคารและหน่วยบริการ เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกันตน โดยมีธนาคารและหน่วยบริการยกเลิกค่าธรรมเนียมแล้ว 15 แห่ง ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ชำระเงินได้ที่ธนาคารกรุงไทย, กรุงศรีอยุธยา หรือหักบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาติ, ทหารไทย ส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ชำระเงินได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือหักบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย, กรุงศรีอยุธยา เป็นต้น สามารถติดต่อขอรับบริการได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2561 นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การยกเลิกค่าธรรมเนียมในครั้งนี้ เนื่องจากมติที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษา เมื่อวันที่

ด้วยมลพิษของเมืองใหญ่ในทุกวันนี้ทำให้คนกลายเป็นไข้หวัดใหญ่กันง่ายขึ้น และที่น่ากลัวคือไวรัสชนิดนี้มักจะแพร่เชื้ออย่างรวดเร็วทำให้ติดโรคกันได้ง่าย อีกทั้งเมื่อเป็นโรคนี้ผู้ป่วยก็จะมีอาการต่างๆที่ทำให้ไม่สะดวกในการดำเนินชีวิตได้ตามปกติ แต่โชคดีที่ปัจจุบันมีการคิดค้นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้สำเร็จ ดังนั้นใครที่ไม่ต้องการป่วยด้วยโรคนี้สามารถเข้ารับวัคซีนได้ตามโรงพยาบาลทั่วไป และข่าวดียิ่งกว่านั้นคือ! ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2561 ถึงวันที่ 31 ส.ค. 2561 คุณสามารถรับวัคซีนได้ฟรีที่โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ! โดยเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ออกมาเผยว่า สำนักงาน สปสช.ได้จัดเตรียมวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฤดูกาลใหม่ 3.5 ล้านโดส เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดความรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ ในปี 2561 โดยเป็นการร่วมมือกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยบริการ เพื่อฉีดให้กับประชาชนทุกสิทธิที่เป็นกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติกำหนด ซึ่งประชาชนทั้ง 7 กลุ่มเสี่ยง สามารถเข้ารับวัคซีนได้ที่หน่วยบริการรัฐและเอกชน ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 หรือจนกว่าวัคซีนจะหมด โดยประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงที่ควรรับวัคซีน ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติกำหนดมีดังนี้ 1. หญิงมีครรภ์อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป 2. เด็กอายุ 6 เดือน

จัดเป็นประเด็นที่คนทำงานหลายคนสงสัยกันมาก สำหรับกรณีลาป่วยเพียงวันเดียวต้องใช้ใบรับรองแพทย์หรือไม่? เพราะตามกฎหมายแรงงานกำหนดไว้อย่างเป็นทางการว่าหากป่วยตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปจึงจะต้องแสดงใบรับรองแพทย์ แต่ก็ยังมีหลายหน่วยงานออกกฎบังคับพนักงานว่าต้องแสดงใบรับรองแพทย์ทุกครั้งที่ลาป่วย แม้จะไม่ถึง 3 วันก็ตาม จึงทำให้พนักงานหลายคนต้องเดือดร้อน เพราะลาป่วยเพียงแค่วันเดียวถึงกับต้องเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อขอใบรับรองแพทย์ แทนที่จะได้พักผ่อน สำหรับวันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจว่าสรุปแล้วการลาป่วยเพียงวันเดียว ตามหลักกฎหมายแรงงานจำเป็นต้องใช้ใบรับรองแพทย์หรือไม่? อันดับแรกขอทบทวนกฎหมายแรงงาน กันก่อน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 มีข้อกำหนดการลาป่วยของลูกจ้าง ที่สามารถสรุปได้ดังนี้ ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง ลาป่วยตั้งแต่สามวันทำงานขึ้นไป นายจ้างอาจให้แสดงใบรับรองแพทย์ได้ หากนายจ้างจัดแพทย์ไว้แล้วในสถานประกอบการ ให้แพทย์นั้นเป็นผู้ออกใบรับรองแพทย์ กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากการทำงาน หรือวันลาเพื่อคลอดบุตร ไม่ถือว่าเป็นการลาป่วย ทีนี้มาพูดถึงคำถามที่หลายคนสงสัยกันบ้าง เกี่ยวกับการขอใบรับรองแพทย์ของพนักงานที่ลาป่วยน้อยกว่า 3 วัน ลาป่วยไม่ถึง 3 วันนายจ้างกำหนดให้แสดงใบรับรองแพทย์ได้หรือไม่? พิจารณาตามเจตนารมของกฎหมายกำหนดไว้เฉพาะกรณีลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป นั่นแสดงว่าลาป่วยไม่ถึง 3 วัน หากป่วยจริง จึงไม่จำต้องแสดงใบรับรองแพทย์ก็ได้ ลาป่วย 3 วันทำงานขึ้นไป  ไม่แสดงใบรับรองแพทย์ได้หรือไม่? กรณีนี้ต้องแยกพิจารณาสองประเด็นคือป่วยจริงหรือไม่จริง กับการแสดงใบรับรองแพทย์หรือไม่แสดง  ความผิดและบทลงโทษ มีความแตกต่างกันไป กล่าวคือ ลาป่วยสามวันทำงานขึ้นไป ไม่แสดงใบรับรองแพทย์ แต่ลูกจ้างสามารถพิสูจน์หรืออธิบายได้ว่าเจ็บป่วยจริงแต่ไม่ได้ขอใบรับรองแพทย์ กรณีถือว่าป่วยจริงมีสิทธิลาป่วยได้ แต่ผิดระเบียบการลาคือ ไม่แสดงใบรับรองแพทย์ นั่นหมายความว่าลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เพราะป่วยจริงตามมาตรา

คำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับประกันสังคมส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการรับสิทธิรักษาพยาบาลและสิทธิทันตกรรม เพราะเป็นสิ่งที่สามารถใช้ได้ทันทีหลังส่งเงินประกันไม่นาน ผู้ประกันตนหลายคนจึงไม่ค่อยรู้หรืออาจมองข้ามอีกหนึ่งสิทธิที่คุ้มค่าซึ่งได้รับจากประกันสังคม นั่นคือสิทธิในกองทุนชราภาพ กองทุนชราภาพคืออะไร?  คือ กองทุนสำหรับผู้สูงอายุที่เคยเป็นผู้ประกันตนมีสิทธิ์ที่จะได้รับผลประโยชน์จากกองทุนชราภาพ เมื่อถึงเวลาเกษียณ โดยจะได้รับผลประโยชน์ในด้านเงินช่วยเหลือรายเดือน (บำเหน็จ) หรือเงินก้อน(บำนาญ) ตลอดจนเงินช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต วันนี้เรามาทำความรู้จักกับกองทุนนี้ให้ลึกขึ้นกันหน่อยเถอะ สิทธิ์ประโยชน์ที่จะได้รับจากกองทุนชราภาพ 1.เงินบำนาญชราภาพ (รายเดือน) เงินกองทุนชราภาพที่มาในรูปแบบของเงินบำนาญชราภาพ จะถูกจ่ายให้แก่ผู้ประกันตนเป็นรายเดือนโดยคิดจากอัตรา 15% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย และในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน จะได้รับการปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพขึ้นอีก 1% ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน เช่น หากคุณทำงาน 20 ปี จะได้เงินสมทบกองทุนชราภาพ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายนั่นเอง 2.เงินบำเหน็จชราภาพ (จ่ายครั้งเดียว) ในกรณีที่ประกันสังคมจ่ายเงินกองทุนชราภาพในรูปแบบของ เงินบำเหน็จชราภาพ ประกันสังคมจะมีการจ่ายใน 3 กรณี คือ ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน  ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ประกันสังคมจะจ่ายเงินบำเหน็จกองทุนชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสะสมที่ผู้ประกันตนสะสมไว้ในกองทุนชราภาพ ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมากกว่า 12 เดือน ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนชราภาพมากกว่า 12 เดือนขึ้นไป ประกันสังคมจะจ่ายเงินให้เท่ากับจำนวนเงินสะสมที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบในกรณีชราภาพ พร้อมผลตอบแทนตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดไว้ ผู้ประกันตนเสียชีวิต ในกรณีที่ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ์ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญเสียชีวิตก่อนจะได้รับเงินชราภาพ กองทุนชราภาพจะจ่ายเป็นเงินบำเหน็จชราภาพให้แก่ทายาทของผู้ประกันตน แต่หากผู้ประกันตนที่มีสิทธ์ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญเสียชีวิต ภายใน 60 เดือน หลังจากมีสิทธิ์รับเงินบำนาญชราภาพ

สิทธิประกันสังคมเป็นสวัสดิการที่มอบสิทธิประโยชน์รอบด้านให้แก่ผู้ประกันตน โดยเฉพาะด้านการแพทย์  และถึงจะไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนหรืออดีตมนุษย์เงินเดือนที่เคยส่งประกันสังคมมาก่อน ก็สามารถรับสิทธิประกันสังคมได้ ด้วยการสมัครเป็น ผู้ประกันตนมาตรา 40 ซึ่งใครก็สามารถสมัครได้ไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด และจะได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมคุ้มไม่แพ้ผู้ประกันตนม.33 และ ม.39 เลย ใครที่ทำการสมัครเป็นผู้ประกันมาตรา 40 แล้วอาจมีคำถามถึงขั้นตอนการเบิกสิทธิประโยชน์ทดแทนจากประกันสังคมว่ามีลำดับการอย่างไรบ้าง วันนี้แอดมินจะช่วยแจกแจงให้แบบครบทุกสิทธิเลยค่ะ ขั้นตอนการเบิกสิทธิประโยชน์ทดแทน ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนฯ (สปส. 2-01/ม.40) พร้อมหลักฐานประกอบการยื่นคำขอฯ ได้ที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 2 ปีนับแต่วันที่มีสิทธิ เมื่อผู้ประกันตนได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคมให้รับเงินประโยชน์ทดแทน ผู้ประกันตนจะต้องรับเงินภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง หากไม่รับภายในกำหนด ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน หลักฐานประกอบการยื่นคำขอประโยชน์ทดแทนผู้ประกันตนมาตรา 40 1. กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนฯ (สปส. 2-01/ม.40) ใบรับรองแพทย์ สำเนาเวชระเบียน (ถ้ามี) สำเนาบัตรประชาชนหรือบัตรอื่นที่หน่วยงานราชการออกให้ 2. กรณีทุพพลภาพ ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนฯ (สปส. 2-01/ม.40) ใบรับรองแพทย์ สำเนาเวชระเบียน (ถ้ามี) สำเนาบัตรประชาชนหรือบัตรอื่นที่หน่วยงานราชการออกให้ 3. กรณีเสียชีวิต ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนฯ (สปส. 2-01/ม.40) สำเนามรณบัตร หลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่หน่วยงานราชการออกให้ ผู้ประกันตนและผู้จัดการศพ สำเนาทะเบียนบ้าน ผู้ประกันตนและผู้จัดการศพ 4. กรณีเงินบำเหน็จชราภาพ กรณีผู้ประกันตนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และไม่ประสงค์เป็นผู้ประกันตน