HR NEWS Archives - Tigersoft1998 | #1 โปรแกรมบริหารงานบุคคล โปรแกรมเงินเดือน โปรแกรม Payroll

HR NEWS

      “ฉันเป็นฝ่ายบุคคลค่ะ” “ฉันเป็น HRค่ะ” ถ้าหากคุณกำลังอยู่ในสายงานบริหารงานบุคคล และต้องนึกถึงสิ่งที่คนทำงานสายงานนี้ต้องมี หลายคนอาจจะตอบว่า ฉันชอบช่วยเหลือผู้อื่น ฉันชอบรับฟังเรื่องราวผู้อื่น แต่รู้หรือไม่ แท้ที่จริงแล้ว HR หรือฝ่ายบุคคล ไม่ได้มีแค่ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเดียว แต่ยังต้องมีคุณสมบัติอื่นอีกมากมายเพื่อก้าวขึ้นมาเป็น HR มืออาชีพ วันนี้เราจะแนะนำให้รู้จักกับ 10 สิ่งที่ HR มืออาชีพ ควรมี 1. มีวิสัยทัศน์ รู้ถึงสิ่งที่ควรทำเพื่อที่จะประสบความสำเร็จได้เอง โดยไม่ต้องรอองค์กรกำหนด พยายามรู้รอบทิศทางเกี่ยวกับธุรกิจของตนเอง 2. เป็นนักคิดนักวางแผน ทุกองค์กรต้องการ HR ที่มีภาวะเป็นผู้นำ สามารถสร้างเป้าหมายให้พนักงานในองค์กรได้ เช่น องค์กรต้องการทีมที่มีพลัง HR ที่เป็นนักคิดนักวางแผนที่ดี จะสามารถจัดการพนักงานและสร้างแนวทางให้พนักงานในองค์กรได้ 3. เป็นนักสื่อสารที่ดี เมื่อคุณต้องเป็นผู้นำในการสื่อสารขององค์กร สตีฟ ไวน์ ได้แนะนำการสื่อสารที่ดีในองค์กรไว้ดังนี้ ทุกครั้งคุณต้องพูดด้วยท่าทางที่มั่นใจ กระฉับกระเฉง พยายามพูดให้เสียงดัง เพื่อให้ทุกคนมองมาที่คุณ 4. เป็นคนที่ทันเทคโนโลยี HR มืออาชีพหลายคนเชื่อว่า การใช้เทคโนโลยีหลายๆอย่างมาช่วยในการทำงาน จะทำให้การทำงานประสบความสำเร็จได้ไวขึ้น 5. ทำตัวเองให้ผู้ผ่อนคลาย มีความยืดหยุ่น เมื่อ HR ต้องพบเจอกับผู้คนมากมายภายในองค์กร การทำตนเองให้ดูผ่อนคลาย จะทำให้ใครๆต่างก็อยากที่จะเข้าไปทำงานด้วย และนี่มันยุคสมัยใหม่แล้ว การที่ทิ้งกฏอันเก่าแก่ที่มีมากมายไปบ้าง ก็ทำให้ HR ดูน่าเข้าหาสำหรับพนักงานในองค์กร 6. เข้าใจตัวเลข HR ก็เป็นอีกฝ่ายหนึ่งที่อาจต้องดูแลในเรื่องของงบในบริษัท

มีหลายคนเขียนจดบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเป็นประจำ ทราบหรือไม่การเขียนจะช่วยเยียวยาความรู้สึกได้ ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วนั้น สามารถช่วยได้จริงๆ เมื่อคุณได้ระบายความรู้สึก ปลดปล่อยทุกสิ่งที่กังวลออกมาทางตัวอักษร และที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการเขียนคือสามารถใช้ได้ทุกเมื่อที่คุณต้องการ และคุณสามารถนำติดตัวไปกับคุณทุกที่ที่คุณไป ไม่ว่าจะเป็นเวลาไปท่องเที่ยว เมื่อคุณนอนไม่หลับ หลังจากที่ทำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ก็จะมีอยู่เสมอเมื่อคุณต้องการ ลองเลือกจาก 6 วิธีด้านล่าง แล้วลองหยิบปากกาขึ้นมาแล้วเขียนลงบนกระดาษกันถอะ!! 1. เขียนแบบอิสระ (Free writing) การเขียนแบบนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา สิ่งที่คุณต้องทำคือเขียนสิ่งที่คิดออกมา อาจเป็นภาพในใจ ความคิด เหตุการณ์ สถานที่ท่องเที่ยว กลิ่นหรือเสียง และไม่ต้องกังวลว่าเมื่อคุณย้อนกลับไปและอ่านสิ่งที่คุณใส่ลงบนกระดาษนั้นจะอ่านรู้เรื่องไหม การเขียนรูปแบบนี้จะช่วยเยียวยาได้ เพราะสามารถเขียนทุกอย่างลงไปได้เลย เป็นการปลดปล่อยทุกสิ่งที่อยู่ในใจนั่นเอง 2.เขียนระบายความรู้สึก (Expressive writing) การเขียนแบบนี้นี้สามารถช่วยให้เราจัดการกับความรู้สึกเชิงลบ และการเจ็บปวดทางใจได้ อย่างไรก็ตามต้องทราบก่อนว่าความเจ็บปวดนั้น อาจเร็วเกินไปที่จะจัดการกับเรื่องนี้ได้โดยการเขียน ต้องอดทนกับตัวเอง ถ้าคุณพร้อมให้ลองเขียนเริ่มต้นโดยการใส่ความคิดและความรู้สึกที่ลึกที่สุดของคุณ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนใจลงบนกระดาษ สำรวจว่าความเจ็บปวดนี้มีผลต่อชีวิตคุณอย่างไร การเขียนสิ่งที่รบกวนจิตใจคุณมักจะช่วยให้คุณหยุดยั้งคิดถึงเรื่องเหล่านั้นได้ 3.เขียนเพื่อเรียนรู้สิ่งที่ผ่านมา (Reflective journaling ) เขียนประสบการณ์ทั้งเชิงบวกหรือเชิงลบ ความคิดที่เกี่ยวข้องและสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากพวกเขา ให้จดสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงความคิดพวกเขาเหล่านั้นและความคิดของคุณ จะเป็นการสะท้อนหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการเขียนแบบนี้ คือเมื่อคุณมองไปกลับไป คุณจะได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เป็นการถามตัวเองว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง ทุกรอยยิ้ม ความเจ็บปวด ทำให้ได้เรียนรู้บางอย่างเสมอ นั่นคือหนทางเยียวยาที่ดีที่สุด 4. เขียนเพื่อขอบคุณ (Gratitude journaling) ลองปรับรูปแบบการเขียนเป็นการเขียนเพื่อขอบคุณอะไรบางอย่างดู  อาจจะเป็นความรู้สึกดีๆ เพื่อทบทวนว่าในวันๆนึง มีอะไรดีๆ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นเดือนแห่งวันแม่แห่งชาติ ตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี แต่ทราบหรือไม่ว่า เมื่อก่อนนั้นเราเคยมีวันแม่กันมาก่อนแล้ว ก่อนที่จะเป็นวันที่ 12 สิงหาคม ประวัติวันแม่แห่งชาติ วันแม่ มีขึ้นครั้งแรก จัดงานขึ้นโดยกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ.สวนอัมพร แต่ช่วงเวลานั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ในปีต่อมาจึงต้องงดไป และเมื่อสงครามหมดไปจึงมีการจัดงานวันแม่ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 คณะรัฐมนตรีได้มีมติประกาศให้วันที่ 15 เมษายนของทุกๆ ปี เป็นวันแม่ โดยเรียกว่า “วันแม่ของชาติ” และมอบหมายให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นผู้จัดงาน งานวันแม่จึงจัดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 และได้รับความสำเร็จด้วยดี ต่อมาถึง พ.ศ.2519 ทางราชการได้เปลี่ยนวันแม่แห่งชาติใหม่อีกครั้ง โดยถือเอาวันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นวันแม่แห่งชาติ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ประวัติดอกไม้วันแม่ ดอกมะลิ คือ ดอกไม้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นดอกไม้ของวันแม่ หรือสัญลักษณ์ของวันแม่ เนื่องด้วย

การลงทุนมีความเสี่ยง!!  การเสี่ยงโชคถือเป็นความท้าทาย ที่อยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน มีผิดหวังบ้าง สมหวังบ้าง  แต่ก็ไม่ย่อท้อ ยังคงเสี่ยงดวงกันทุกๆเดือน โชคดีก็ถูกรางวัลไป โชคไม่ดีก็รองวดต่อไปเริ่มต้นกันใหม่ แล้วถ้าถูกรางวัลขึ้นมาจริงๆ ต้องเสียภาษีไหมนะ เสียเท่าไหร่ มาดูกัน ต้องเสียภาษีอย่างไรบ้าง? 1.สลากกินแบ่งรัฐบาล หากถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล (แบบธรรมดา) ผู้ถูกรางวัลจะถูกโดนหักค่าอากรแสตมป์ หรือหักภาษี ณ ที่จ่ายทันที เมื่อไปขึ้นเงิน ด้วยอัตรา 0.5% ของเงินรางวัล ตัวอย่าง ถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นจำนวนเงิน 60 ล้านบาท ค่าอากรแสตมป์หรือ ภาษี หัก ณ ที่จ่าย = 300,000 บาท 2.สลากการกุศลชุดพิเศษ หากถูกสลากการกุศลชุดพิเศษ จะถูกโดนหักค่าอากรแสตมป์ หรือหักภาษี ณ ที่จ่ายทันที เมื่อไปขึ้นเงินด้วยอัตรา 1% ของเงินรางวัล ** โดยรางวัลสลากทั้ง 2 แบบนี้ ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้ถูกรางวัลไม่ต้องนำเงินรางวัลไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ** 3.เงินรางวัลจากการชิงโชคอื่นๆ หากได้รับเงินรางวัลจากการชิงโชค แบบอื่นเช่น ทายผลบอลโลก ตอบคำถามชิงโชค จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ทันทีเมื่อเราไปขึ้นเงิน ด้วยอัตรา 5% ของเงินรางวัล ** โดยต้องนำเงินรางวัลที่ได้รับมานี้ ไปรวมกับเงินได้ของผู้ถูกรางวัล เพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีด้วย** ตัวอย่าง หากถูกรางวัลชิงโชค และได้รับเงินรางวัลเป็นเงินสด 5

วันหยุดช่างผ่านไปไวอย่างกับโกหก วันอาทิตย์ทีไร หลายคนหวาดกลัวจะถึงวันจันทร์อีกแล้ว จนคร่ำครวญว่า วันอาทิตย์จ๋า อย่าเพิ่งจากไปได้ไหม? ยังไม่อยากเจอวันจันทร์เลย ถ้าใครที่รู้สึกแบบนี้ลองมาดูวิธีที่ช่วยปลุกใจให้เราอยากมาทำงานในวันจันทร์กันดีกว่า 1. ฟังเพลงย้อมใจ ระหว่างเดินทางไปทำงาน ลองเปิดเพลงที่ชอบ ฟังเพลินๆ ปล่อยใจไปกับเสียงเพลง จะช่วยให้เราอารมณ์ผ่อนคลาย อารมณ์ดีขึ้น เตรียมพลังใจสำหรับไปต่อสู้กับงานที่รออยู่ 2. วันหยุดต้องสุดขีด อาการเบื่อวันจันทร์ อาจจะเพราะว่าในวันหยุด เราพักผ่อนไม่เพียงพอ เที่ยวยังไม่พอ งั้นเราลองมาเปลี่ยน ใช้วันหยุดให้คุ้มค่า ใครชอบอยู่บ้าน ก็พักผ่อนอยู่ที่บ้านให้พอ ส่วนใครชอบเที่ยว ก็ใช้เวลาในวันหยุดให้เต็มที่ไปเลย เสมือนการชาร์ตแบตให้ตัวเองให้เต็มเตรียมไว้ เพื่อพร้อมลุยงานในวันจันทร์ 3. วางแผนหลังเลิกงาน มาสร้างกำลังใจในการไปทำงานกัน โดยคิดแผนหลังเลิกงานไว้เลย อาจช่วยให้เวลาผ่านไปไวมากขึ้น เช่น เลิกงานจะไปทานข้าว ช็อปปิ้ง ดูหนัง เป็นต้น แต่ไม่ใช่หมกหมุ่นจนไม่ทำงานนะ 4. มองหาแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจอาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือใครสักคนที่ทำงานที่เราแอบปิ๊ง อาจจะช่วยทำให้เราอยากมาทำงานมากขึ้น แค่นี้ไม่ว่าวันไหนๆ ก็อยากจะมาทำงานทุกวัน 5. คิดถึงเป้าหมายที่แท้จริง เป้าหมายแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอยากมีรายได้สูงขึ้น อยากมีตำแหน่งที่ดี มีสิ่งของที่อยากได้ เช่น บ้าน รถ กระเป๋า เป็นต้น หรือหนี้สินที่ต้องจ่าย เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้ แค่นี้ก็ทำให้เรารีบตื่นขึ้นไปทำงาน โดยไม่อืดอาดแล้ว แต่สุดท้ายแล้ววิธีที่ดีที่สุดก็คือ “ใจเราเอง” กำลังใจที่ดีที่สุดก็มาจากตัวเราเองนั่นแหละ หลังจากที่คุณตื่นขึ้นมาอยากให้ลองยิ้มให้กับตัวเองหน้ากระจก เริ่มต้นวันดีๆ ด้วยรอยยิ้ม หวังว่าทุกท่านจะเปลี่ยนใจ

เมื่อทำงานมาสักระยะนึง มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ก็อยากจะมีทรัพย์สินเป็นของตัวเองบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือบ้าน แล้วถ้าอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองต้องทำอย่างไรบ้าง? ถือเป็นคำถามยอดฮิตที่หนุ่ม สาวเพิ่งทำงานหมาดๆ ตั้งคำถามเลยว่าอยากจะกู้ซื้อบ้าน-คอนโด ทำได้ไหม วันนี้มาดูวิธีวางแผนซื้อบ้านแบบฉบับมนุษย์เงินเดือนกัน  4 ขั้นตอนวางแผนซื้อบ้าน 1. ประมาณความสามารถในการผ่อนบ้าน การผ่อนบ้านใช้ระยะเวลายาวนานมากๆ เป็น 10 ปีเลย อย่างเเรกเลยต้องทบทวนก่อนว่าเรามีความรับผิดชอบ ความสามารถที่จะผ่อนแต่ละงวดได้ไหม ถ้าไหวก็ลองไปดูเกณฑ์ของธนาคารที่ให้กู้กัน เงินเดือนที่สามารถชำระได้ต่อเดือน = เงินเดือนที่ได้รับ x DSR * DSR = ภาระหนี้ทั้งหมดหารด้วยรายได้สุทธิ โดยเเต่ละธนาคารจะคิดไม่เหมือนกัน ยิ่งเงินเดือนสูง ค่า DSR ก็จะถูกปรับเพิ่มด้วย เเต่สามารถใช้การประมาณคร่าวๆ ได้ประมาณ 40%     ส่วนวงเงินที่จะกู้ได้ = (เงินที่ชำระต่อเดือน-ภาระผ่อนอื่นๆ)x150 ดังนั้นถ้าเรามีเงิน 15,000 เเละไม่มีภาระหนี้ใดๆ วงเงินที่สามารถชำระเเต่ละเดือนจะเท่ากับ 15,000x40÷100 = 6,000 บาท เเละวงเงินที่จะกู้ได้สูงสุดจะเป็น 6,000x150 = 900,000 บาท 2. ค้นหาบ้านที่ใกล้เคียงกับวงเงินกู้ที่คาดว่าจะได้รับ หลังจากคำนวณเงินเรียบร้อยแล้ว ต่อมาคือหาบ้านที่ราคาไม่เกินวงเงิน มีให้เลือกหลายหลายแบบ อาทิ บ้านใหม่ บ้านมือสอง หรือบ้านที่หลุดจำนองจากธนาคาร ลองเลือกดูตามวงเงินที่เราได้ 3. หาผู้กู้ร่วมที่ทีเครดิตดีๆ ถ้าวงเงินที่มีไม่พอสำหรับบ้านที่ต้องการ ลองหาผู้กู้ร่วมที่มีเครดิตดีๆ อย่างพ่อเเม่

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษ ตามที่กฎหมายกำหนด และมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติแล้วจะจัดเก็บเป็นรายปี หลายๆ คนเมื่อมีรายได้จะกังวลว่าจะต้องยื่นภาษีหรือไม่ แล้วใครบ้างจะต้องเสียภาษี   ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมา โดยมีสถานะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้         1)   บุคคลธรรมดา         2)   ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล         3)   ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี         4)   กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง         5)  วิสาหกิจชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เงินได้ประเภทใดต้องเสียภาษี 1. เงินได้จากการจ้างงาน  เช่น เงินเดือน, ค่าล่วงเวลา, ค่าเบี้ยเลี้ยง, โบนัส เป็นต้น สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้เป็นลักษณะเหมาจ่าย 2.  เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่าธรรมเนียม, ค่านายหน้า, เบี้ยประชุม เป็นต้น (แตกต่างจากประเภทที่ 1 คือ ประเภทที่ 2 เน้นความสำเร็จของงาน กล่าวคือ งานที่ตกลงทำต้องทำเสร็จจึงจะได้รับเงินได้ เป็นต้น) สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้เป็นลักษณะเหมาจ่าย 3. เงินได้จากค่าลิขสิทธิ์, ค่ากู๊ดวิลล์ สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้เป็นลักษณะเหมาจ่าย 4. เงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก, เงินปันผล สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้เป็นลักษณะเหมาจ่าย 5. เงินได้จากค่าเช่าทรัพย์สิน, ผิดสัญญาเช่า สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้