HR NEWS

ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนแค่ไหนก็ตาม  บ่อยครั้งที่ฝ่ายบุคคล (HR)หรือฝ่ายบริหารทำบางสิ่งที่ผิดพลาดอย่างไม่รู้ตัว แต่ส่งผลที่ไม่น่าพึงพอใจต่อองค์กร โดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่าตนนั่นเองคือส่วนที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดนั้น  วันนี้เราจะมาทบทวนกันว่ามีประเด็นใดบ้างที่ผู้บริหารต้องระวังเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดที่แม้จะเล็กน้อย แต่ก็อาจส่งผลลุกลามจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ 1.ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน  กฎหมายแรงงานถูกบัญญัติขึ้นเพื่อให้ทุกองค์กรนำไปปฏิบัติตามกันให้พร้อมเพรียงทั่วประเทศ และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับแรงงาน หากฝ่าย HR หรือผู้บริหารไม่ให้ความเคารพหรือหย่อนยานในด้านกฎหมาย ก็จะทำให้พนักงานรู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายอย่างควรได้รับ และที่สำคัญองค์กรนั้นก็มีความเสี่ยงที่จะถูกหมายเรียกจากกรมแรงงานได้ 2. ไม่มีคู่มือพนักงานหรือมีแต่ไม่นำมาเผยแพร่           องค์กรจำนวนไม่น้อยเห็นว่าคู่มือพนักงานเป็นสิ่งไม่จำเป็น เพราะการปฐมนิเทศพนักงานใหม่ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการอธิบายกฎบริษัท ซึ่งการทำแบบนี้ผลลัพธ์ที่ตามมาก็มักจะเป็นการที่พนักงานทำผิดกฎบริษัทแล้วอ้างว่าไม่รู้ว่าผิดกฎ เพราะไม่มีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรออกมาแจ้ง เมื่อโดนย้อนแบบนี้แน่นอน HR ย่อมเถียงไม่ได้ ดังนั้นไม่ว่าบริษัทของคุณจะมีกฎมากหรือน้อยก็ตาม ควรจัดทำขึ้นมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเผยแพร่ให้พนักงานสามารถรับรู้ได้โดยทั่วกัน เช่น ติดประกาศในห้องทำงาน หรือลงเว็บไซต์บริษัท เป็นต้น เพราะถ้าหากมีคู่มือแต่ไม่เผยแพร่ พนักงานก็ย่อมอ้างได้ว่าพวกเขาไม่รู้เช่นกัน 3. ไม่มีเอกสารเวลาประเมินยุติการทำงาน การทำเอกสารชี้แจงนโยบาย กฎข้อบังคับ รวมถึงขอบข่ายหน้าที่ในการทำงานของแต่ละตำแหน่งอาจจะเหมือนเป็นเรื่องเสียเวลาเพราะเมื่อเวลาเข้าทำงานก็มักจะเซ็นยินยอมโดยไม่มีใครเสียเวลาอ่านกัน แต่ถ้าเราใช้เวลากับการทำเอกสารเหล่านี้ให้ละเอียดรัดกุม เมื่อมีพนักงานที่ทำงานได้ไม่ถึงมาตรฐานที่กำหนด หรือมีพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกฎข้อบังคับของบริษัท จนเราต้องตัดสินใจให้เขายุติการทำงาน พนักงานหัวหมอบางคนอาจจะเอาจุดบอดที่เราไม่มีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ภายหลัง ดังนั้นเอกสารเหล่านี้จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการประเมินยุติการทำงานนี้มีหลักเกณฑ์และมีขั้นตอนที่สามารถพิสูจน์ได้ 4. รีบร้อนจ้างพนักงานใหม่ บางครั้งคุณอาจจะเจอบุคคลที่เก่งกาจมากจนอยากให้เขาเข้ามาร่วมงาน  แต่ว่ารีบร้อนจ้างงานโดยที่ไม่ปรึกษาใครก่อนก็อาจสร้างปัญหาได้ ดังนั้นก่อนที่คุณจะจ้างใครโปรดพิจารณาองค์กรก่อนว่าทำไมเราถึงต้องการตำแหน่งนี้ จ้างมาแล้วมีหน้าที่ทำอะไรในองค์กร และจะสังกัดแผนกไหน ต้องถามแผนกนั้นก่อนว่าต้องการพนักงานใหม่หรือเปล่า ทั้งหมดนี้จึงจะยับยั้งปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะแม้ว่าเขาที่คุณถูกใจนั้นจะมีทักษะที่เก่งกาจแค่ไหน  แต่ก็ต้องพิจาณาด้วยว่าขณะนี้องค์กรของคุณมีที่ว่างให้เขาหรือไม่ 5. ไม่ใส่ใจการจัดฝึกอบรม           อย่ามองว่าการฝึกอบรมเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณบริษัทโดยใช่เหตุเด็ดขาด เพราะการฝึกอบรมให้กับพนักงานของคุณ ถือเป็นการลงทุนเพื่อสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นกับธุรกิจของคุณเช่นกัน แม้ว่าคนที่ได้ประโยชน์เต็มๆจากฝึกอบรมคือตัวพนักงาน แต่ก็ทำให้เพวกเขาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลต่อองค์กรคือกลับมาสร้างประโยชน์กับองค์กรให้ได้มากที่สุด 6. ไม่มีแผนการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดในอนาคต           HR ควรเตรียมแผนสำรองสำหรับปัญหาต่างๆไว้ล่วงหน้าโดยที่ไม่ต้องรอให้ปัญหานั้นเกิดก่อน เช่น

บ่อยครั้งที่ลูกค้าของไทเกอร์ ซอฟท์ (1998) ต้องการติดต่อกับทางเราเพื่อข้อความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูล แต่เนื่องจากไทเกอร์ ซอฟท์ (1998) ได้มีลูกค้าจำนวนมากและหลายๆท่านก็ต้องการติดต่อกับเราเช่นกัน แต่ลูกค้าไม่ต้องกังวลว่าจะติดต่อกับเราได้ลำบาก เพราะไทเกอร์ ซอฟท์ (1998) มีหลากหลายช่องทางการติดต่อให้คุณลูกค้าได้เลือกสรรตามความสะดวก เพื่อให้คุณลูกค้าได้รับรู้ช่องทางติดต่อกับไทเกอร์  ซอฟท์ได้โดยกระจ่าง วันนี้เราจึงจะมาแนะนำวิธีทั้งหมดที่สามารถติดต่อกับไทเกอร์ ซอฟท์ได้ ซึ่งมีทั้งหมด 5 วิธีดังนี้ 1. เดินทางเข้ามาติดต่อที่ Tiger soft shop หรือ สำนักงานใหญ่ของเรา หากเดินทางไม่ลำบากลูกค้าสามารถเข้ามาเยี่ยมชม Tiger soft shop หรือสำนักงานใหญ่ของเราได้ที่  บ้านเลขที่ 23 อาคารวิชั่นบิสิเนสปาร์ค ชั้น 1-3 ตึกที่ 11 ซอยรามอินทรา 55/8 ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้หากขับรถยนต์ส่วนตัว คุณสามารถใช้ถนนเส้นรามอินทรา หรือเส้นสุขขาภิบาล 5 -วัชรพลก็ได้ แล้วเลี้ยวเข้าซอยรามอินทา 55/8 สำหรับรถประจำทางสามารถนั่งนั่งตู้สายมีนบุรี หรือรถเมล์สาย  26,95,95ก,150ร,520,554 มาลงที่บริเวณทางแยกเข้าถนนวัชรพล แล้วต่อด้วยรถสองแถวหรือวินมอเตอร์ไซค์เข้ามายังบริษัท 2.ติดต่อทางเว็บไซต์ 2 เว็บไซต์ สำหรับคนที่ไม่สะดวกในการเดินทางเข้ามายัง shop เรามีเว็บไซต์ที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกชมแคตตาล็อคสินค้าทุกรุ่น พร้อมติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับเครื่องสแกนและงานบริหารงานบุคคล รวมทั้งสามารถติดต่อฝ่ายบริการได้ถึง 2

ในอดีตการจ้างแรงงานเด็กไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย อย่างที่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ต่างทราบดีว่า เคยมีโศกนาฏกรรมที่โลกไม่อยากจดจำจากการใช้แรงงานเด็กเกิดขึ้นในยุโรป เพราะธรรมชาติของเด็กยังมีกำลังและพลังงานที่จำกัด ไม่สามารถทำงานได้เท่าผู้ใหญ่โตเต็มวัย  ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีกฎหมายออกมาให้ความคุ้มครองแรงงานเด็ก วันนี้เราจะมาเรียนรู้กฎหมายการใช้แรงงานเด็กกันสักนิด เพื่อให้ฝ่ายบริหารงานบุคคลปฏิบัติตามได้ถูกต้อง กฎหมายแรงงานเด็กให้ความคุ้มครองเยาวชนอายุตั้งแต่ 15 ปีซึ่งเป็นวัยที่สามารถทำงานได้ ดังต่อไปนี้ 1. ห้ามนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นลูกจ้าง 2. กรณี ที่มีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นลูกจ้าง นายจ้างต้องแจ้งต่อพนักงาน ตรวจแรงงานภายใน 15 วันนับแต่วันที่ เด็กเข้าทำงาน และแจ้งการสิ้นสุดการ จ้างเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 7 วันนับแต่วันที่เด็กออกจากงาน นายจ้างต้องจัดให้มีเวลาพัก 1 ชั่วโมงต่อวันภายใน 4 ชั่วโมงแรกของ การทำงาน และให้มีเวลาพักย่อยได้ตามที่นายจ้างกำหนด 3. ห้ามนายจ้างใช้ลูกจ้างเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 - 06.00 น. เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี 4. ห้ามนายจ้างใช้ลูกจ้างเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานล่วงเวลา 5. ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานต่อไปนี้ งานหลอม เป่า หล่อ หรือรีดโลหะ งานปั๊มโลหะ งานเกี่ยวกับความร้อน ความเย็น

งาน HR อาจจะฟังดูเป็นงานที่น่าเบื่อสำหรับหลายๆคน แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่มองเห็นความสำคัญในงานนี้และใฝ่ฝันที่จะเข้ามาทำงานในฝ่าย HR ขององค์กรต่างๆ แต่เจ้าหน้าที่ HR ก็ใช่ตำแหน่งที่ใครเข้ามาทำก็ได้เพราะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะและความสามารถพิเศษเช่นเดียวกับตำแหน่งอื่นๆ วันนี้เราจะมาชี้แนะเกี่ยวกับคุณสมบัติที่เจ้าหน้าที่ HR ต้องมี เพื่อให้ผู้ที่ใฝ่ฝันอยากทำงาน HR ได้พิจารณาตัวเองและคนที่กำลังทำงานฝ่าย HR อยู่ได้ปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้นอย่างตรงจุด    คุณสมบัติ หรือบุคลิกเฉพาะตัวที่ช่วยให้การทำงาน HR ประสบผลสำเร็จ มีดังต่อไปนี้ พึ่งพาได้ เพราะฝ่าย HR ต้องความช่วยเหลือพนักงานทุกด้าน และการบริการได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นสิ่งที่พนักงานคนอื่นๆคาดหวัง ดังนั้นหากพวกเขาสามารถทำได้ตามที่พวกเขาหวัง ก็จะทำให้พนักงานคนอื่นเกิดความประทับใจ และรู้สึกอุ่นใจที่มีเจ้าหน้าที่ HR อยู่ในบริษัท ชื่นชอบการเรียนรู้ใหม่ๆ พนักงาน HR ต้องเป็นผู้ที่แสวงหาความรู้อยู่เสมอ รู้จักอัพเดท ข้อมูลข่าวสาร ทั้งที่เกี่ยวข้องกับงาน HR เช่น การเสียภาษี หรือ กฎหมายแรงงานต่าง ๆ เพื่อจะได้นำข้อมูลเหล่านี้ ไปบอกกล่าวกับพนักงานได้อย่างถูกต้อง มนุษย์สัมพันธ์ดี ผู้ที่ทำหน้าที่ HR ต้องสามารถพูดคุยกับพนักงานได้โดยอย่างราบลื่น และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานทุกกลุ่ม เพราะถ้าหาก HR ขาดทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ไปก็จะทำให้ประสานงานงานกับพนักงานได้ลำบาก และส่งผลให้งานบริหารงานบุคคลขาดซึ่งประสิทธิภาพที่ดี เพราะไม่สามารถติดตามพนักงานได้ ไม่เลือกปฏิบัติ เป็นธรรมชาติของคนเราที่ย่อมต้องมีคนที่เราชอบและไม่ชอบ

คำถามสำหรับการสัมภาษณ์งานที่แล้วมาอาจไม่ช่วยให้คุณค้นพบพนักงานที่ตรงใจได้อย่างแท้จริง เพราะเดี๋ยวนี้คนหางานมีการเตรียมตัวกันมากขึ้น จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะสามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วราวกับรู้ล่วงหน้า นั่นก็เพราะพวกเขามักจะมีการทำรีเสิรช์คำถามพื้นฐานที่บริษัทมักจะถามผู้สมัครงาน จากกูรูในอินเตอร์เน็ตมาก่อนการสัมภาษณ์นั่นเอง และแน่นอนว่าคำตอบที่พวกเขาเหล่านั้นเตรียมมามักจะไม่ได้ออกมาจากใจจริง ดังนั้นเราจึงไม่มีทางจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของผู้สมัครงานได้เลย การที่จะรู้ลึกถึงตัวตนของผู้สมัครงานจากการสัมภาษณ์ ต้องใช้วิธีการสัมภาษณ์งานแบบใหม่ที่ไม่ใช่การตั้งคำถามแบบเดิมๆเช่น อนาคตวางแผนการงานอย่างไร? หรือ คุณคาดหวังอะไรจากการทำงานกับเรา? เป็นต้น แต่เป็นการใช้คำถามจิตวิทยาที่จะล้วงลึกรากเหง้านิสัยที่ซ่อนอยู่ของผู้สมัครงาน ดังที่เราจะนำมายกตัวอย่างดังต่อไปนี้ และอยากให้ฝ่าย HR ทุกคนลองนำไปปรับใช้กันดู 1.ถามคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน เพื่อมองหาความคิดสร้างสรรค์และไหวพริบที่อยู่ในตัวพนักงาน ลองตั้งคำถามสัมภาษณ์งานแปลก ๆ หรือคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับงานดู เช่น คุณคิดว่าทำไมพระจันทร์ถึงเป็นสีขาว? หรือถ้าเกิดพรุ่งนี้โลกแตกคุณจะทำอะไร? แน่นอนว่าไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับคำถามเหล่านี้ แต่สิ่งที่ได้มาคือความคิดสร้างสรรค์หรือไหวพริบ รวมทั้งลักษณะนิสัยลึกๆของพวกเขา ซึ่งอาจช่วยให้คุณสามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่าผู้สมัครงานมีความเหมาะสมกับตำแหน่งที่สมัครมากน้อยเพียงใด 2.สร้างสถานการณ์จำลอง การทดสอบแบบนี้จะทำให้องค์กรได้เห็นผู้สัมภาษณ์ในมุมอื่น ๆ นอกเหนือจากเรื่องทักษะหรือความสามารถในการทำงาน โดยอาจจะต้องมีการลงทุนสักหน่อยสำหรับบททดสอบ อาจเป็นการนัดผู้สมัครงานไปสัมภาษณ์ที่ร้านอาหาร หรือร้านกาแฟ และนัดแนะให้ทางร้านช่วยแกล้งเสิร์ฟอาหาร-เครื่องดื่มผิดให้กับผู้สมัครงาน เราจะได้เห็นปฏิกิริยาของผู้สมัครงานว่าจะจัดการกับปัญหานั้นอย่างไร พวกเขาจะทำเป็นไม่ใส่ใจหรือหัวเสียไหม หรือพวกเขาจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วค่อยๆ หาวิธีรับมือกับปัญหา โดยคุณสามารถให้คะแนนผู้สมัครงานได้จากปฏิกิริยาของพวกเขา เพื่อประกอบการตัดสินใจเข้ารับทำงาน 3.ให้ทำ Workshop หรือ ทดลองงานจริงระยะสั้นๆ นี่จะเป็นการสัมภาษณ์งานจริงที่ช่วยให้คุณค้นพบพนักงานที่ต้องการได้ไม่ผิดตัวที่สุด แต่ในทางกลับกันก็เป็นวิธีที่เสี่ยงที่สุดเช่นกัน เพราะมันคือการลงสนามงานจริง หากเป็นงานขายก็ต้องได้พบลูกค้าจริงๆ ซึ่งจะทำดีหรือขายหน้าก็ต้องลองเสี่ยงกันดู แต่สิ่งที่องค์กรจะได้กลับคุ้มค่า เพราะหากได้ค้นพบพนักงานที่มีศักยภาพก็จะได้คว้าตัวไว้ได้ทัน ไม่ให้หลุดไปอยู่ในมือผู้อื่น และนี่ก็เป็นเพียง 3 ตัวอย่างสั้นๆสำหรับแนวทางการสัมภาษณ์งานแบบใหม่ ที่แม้จะแปลกแต่ก็อาจได้ลัพธ์ที่ดีกว่าเดิมก็เป็นได้ ดังนั้นองค์กรใดที่กำลังมีปัญหาได้พนักงานไม่ตรงใจ ครั้งต่อไปเมื่อมีการรับสมัครพนักงานใหม่ ลองนำวิธีการแปลกใหม่ดังเช่น 3 วิธีการนี้ไปลองใช้ดูสิ ไม่แน่ว่าองค์กรของคุณอาจจะได้พบบุคคลที่กำลังมองหามานานก็เป็นได้ เพราะการทำอะไรเดิมๆ ก็ย่อมได้ผลลัพธ์แบบเดิมๆไม่ผิดเพี้ยน   ขอบคุณข้อมูลจาก

เมื่อองค์กรมีการขยายตัว แผนกต่างๆในองค์กรก็ย่อมขยายตามไปตามด้วย รวมถึงจะกลายเป็นโอกาสของพนักงานที่มีฝีมือและมีประสบการณ์ความพร้อมมากกพอจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการ ดูแลงานส่วนย่อยต่างๆแทนเจ้าของกิจการ แม้ผู้จัดการมือใหม่ทุกคนจะผ่านการทำงานมานาน แต่สำหรับตำแหน่งหน้าที่ใหม่ที่เพิ่งได้รับล้วนกลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ไม่ต่างจากพนักงานใหม่ที่เพิ่งทำเข้างานอย่างใดอย่างนั้น ผู้จัดการมือใหม่ทุกคนต้องผ่านช่วงเวลาปรับตัวที่จะทำให้รู้สึกกดดัน สับสน และอาจไม่มั่นใจในความสามารถของตนเอง จนทำให้เกิดความประหม่าในการทำงานได้ วันนี้เราจึงมีบทความที่สอนเคล็ดลับการปรับตัวของผู้จัดการมือใหม่มาฝาก เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ผู้จัดการมือใหม่ทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลาสับสนนี้ไปได้ 1. ฝึกฝนสภาวะการเป็นผู้นำ จากเดิมที่เคยทำงานเป็นพนักงาน มีคนนำทางให้ กลายเป็นเป็นผู้จัดการที่ต้องนำคนอื่นในทีม ก็เลยทำให้ไม่รู้จะต้องนำอย่างไร จะต้องพูดอย่างไร และแสดงพฤติกรรมอย่างไรให้พนักงานในทีมงานเห็นว่าเราสามารถนำเขาได้ ผู้จัดการมือใหม่หลายคน ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยทำเหมือนเดิม ก็คือ ทำงานคนเดียว โดยไม่สนใจว่าทีมงานจะคิด หรือทำอย่างไร สุดท้ายทีมก็ขาดผู้นำทีมที่ดีไป 2. สร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเอง อีกเรื่องที่ผู้จัดการมือใหม่มักจะมีปัญหาในช่วงแรกๆก็คือ การสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในทีมงานของตนเอง เพราะคนที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งใหม่นั้น อาจจะต้องมาเป็นหัวหน้าของเพื่อนตนเองที่เคยทำงานด้วยกัน หรือมาเป็นผู้จัดการของทีมงานใหม่เลย ซึ่งจะยากและเหนื่อยหน่อยสำหรับการสร้างความน่าเชื่อถือ และการยอมรับจากทีมงาน ซึ่งก็ต้องอาศัยความพยายามและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารงานและบริหารคน เพื่อสร้างบารมีให้เกิดขึ้นได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังสามารถที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้บริหารให้ช่วยแสดงการสนับสนุนสักเล็กน้อย เพื่อหนุนหลังให้กับผู้จัดการมือใหม่ในบางเรื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นให้ได้ 3. เรียนรู้วิธีการสร้างแรงจูงใจให้ทีมงาน จากเดิมที่เคยทำงานคนเดียวไม่จำเป็นต้องยุ่งกับคนอื่นมากนัก แต่เมื่อได้เลื่อนตำแหน่งและมีลูกน้องในบังคับการแล้วจำเป็นต้องมีการดูแลจิตใจพวกเขาด้วย ไม่ใช่แต่เพียงสั่งงานอย่างเดียว บางครั้งงานอาจจะหนักและเหนื่อย หรือมีการขัดแย้งกันภายในกลุ่ม คนที่ต้องจัดการเคลียร์ก็คือตัวผู้จัดการ เพราะงานทุกชิ้นต้องอาศัยความสามัคคีของทีมงาน ดังนั้นผู้จัดการต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ทีมงานมีพลังและมีแรงจูงใจในการทำงานที่ดี 4. รู้วิธีการควบคุมคน เรื่องมักจะเป็นปัญหาอีกเรื่องก็คือ การมอบหมายงาน เนื่องจากเคยแต่ได้รับมอบหมายให้ทำงาน ไม่เคยมอบหมายงานให้ใครทำมาก่อน ก็เลยไม่รู้วิธีในการมอบหมายงานที่เหมาะสม ผู้จัดการใหม่จำนวนไม่น้อยเอาแต่สั่งอย่างเดียว โดยไม่มีการอธิบายหรือทำความเข้าใจกับพนักงานเลย ผลลัพธ์คือได้งานที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะความเข้าใจไม่ตรงกัน หรือผู้จัดการมือใหม่บางคนอาจควบคุมโดยการจี้ถาม แกมข่มขู่โดยอาศัยอำนาจที่มี ก็จะทำให้ลูกน้องเกลียดได้ หรือบางคนอาจเป็นไม้อ่อน ไม่กล้าที่จะตามงานลูกน้องเลยก็มี

คนในยุคปัจจุบันนี้อาศัยอยู่บนโลก 2 ใบ 1 คือโลกจริงที่เราอาศัยอยู่ 2 คือโลกออนไลน์ที่อยู่บนสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งต้องแทบจะบอกได้เลยว่าไม่มีคนรุ่นใหม่คนใดไม่มีบัญชีโซเชียล เพราะอย่างน้อยก็ต้องมีบัญชี Facebook หรือ Line สัก 1 บัญชีเพื่อติดต่อเพื่อนฝูงหรือติดต่องาน อย่างไรก็ตามมีคนจำนวนไม่น้อยใช้เวลาอยู่กับสื่อโซเชียลมากเกินพอดี จนทำให้เกิดอาการเสพติดสื่อโซเชียล และบ่มเพาะนิสัยเสียโดยไม่ตัว และนิสัยเสียเหล่านั้นก็ส่งผลอันตรายกับตัวเองด้วย วันนี้เรามาเช็คกันว่ามีนิสัยเสียใดบ้างที่เกิดจากโลกออนไลน์ ที่ควรยับยั้งก่อนที่จะสายเกินไป 1.หลงตัวเอง สื่อโซเชียลยอดนิยมต่างๆไม่ว่าจะเป็น Facebook, Line, IG, Twitter ฯลฯ ล้วนสามารถโพสต์รูปได้ทั้งสิ้น และฟีเจอร์นี้ก็ทำให้กลายเป็นคนขี้โม้ ขี้คุย ขี้อวดไปโดยไม่รู้ตัว ส่วนใหญ่มักโพสต์รูปตัวเอง หรือรถคันใหม่ บ้านหลังใหม่ สถานที่เที่ยวที่ได้ไป ข้าวของที่เพิ่งช็อปมา ตลอดจนอาหารที่กำลังจะทานก็สามารถนำมาอวดเพื่อนๆได้ โดยยอดไลค์รูปและคอมเม้นท์จะเป็นตัววัดเรตติ้งผู้โพสต์ ยิ่งมีคนกดไลค์และคอมเม้นท์มากขึ้นผู้โพสต์ก็ยิ่งเกิดความภูมิใจและมีความสุขที่มีคนสนใจมาก และในที่สุดก็จะยึดติดอยู่กับความสุขจอมปลอมในโลกออนไลน์เหล่านั้นจนลืมตัวตนที่แท้จริง ผลคือคนเหล่านั้นจะไม่มีความสุขบนโลกความจริงเลย 2. ขี้อิจฉา สืบเนื่องจากข้อ 1 ที่คนมักโพสต์แต่เรื่องดีๆที่น่าอวด เพื่อเรียกยอดไลค์และคอมเม้นท์ให้ตนเอง ในทางกลับกันคนที่มองเห็นโพสต์เหล่านั้นบ่อยๆมากเข้าก็จะเกิดความรู้สึกอิจฉาและนำตัวเองไปเปรียบเทียบว่าทำไมชีวิตตนเองไม่ดี ไม่สบายเหมือนอย่างเขาบ้าง หรือหน้าตาไม่ดีเท่าคนนั้นคนนี้ ความคิดเช่นนี้มีแต่จะทำให้ชีวิตหดหู่ ควรเลิกนิสัยอิจฉาคนอื่นในสื่อโซเชียล เพราะสิ่งที่คุณเห็นอาจไม่ใช่ความจริงหรือจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น 3. มองโลกในแง่ร้าย ไม่ใช่แค่เรื่องดีๆเท่านั้นที่คนชอบโพสต์ลงโซเชียล แต่เรื่องร้ายๆ เช่น ข่าวอาชญากรรมและภันสังคมก็ได้ถูกเผยแพร่อย่างเป็นที่นิยมมากขึ้น ดังนั้นคนที่เสพข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก จึงมักเห็นเรื่องปัญหาสังคมต่างๆ ถูกหยิบขยายความ ตีความ ส่งต่อแพร่หลายกระจายวงกว้าง พวกเขาจึงรู้สึกว่า "โลกช่างโหดร้าย"