Uncategorized @th

ทะเลาะกันแฟน ทำไงดี

7 พฤติกรรมห้ามทำเด็ดขาด เมื่อคุณทะเลาะกับคู่รัก!!

7 พฤติกรรมห้ามทำเด็ดขาด เมื่อคุณทะเลาะกับคู่รัก!!  เป็นเรื่องธรรมดาที่ลิ้นกับฟันจะกระทบกระทั่งกัน เช่นเดียวกับความรักที่คนสองคนก็อาจมีความเห็นไม่ตรงกัน หรือพลาดพลั้งทำอะไรที่เกินเลยจนทำให้ทะเลาะกัน แต่เมื่อมีปัญหากันแล้วก็ใช่ว่าจะพูดหรือทำอะไรอย่างขาดสติ เพราะนั่นอาจนำพาไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าเดิม ดังนั้นจึงไม่ควรกระทำ 7 สิ่งสำคัญ ดังนี้ ทำร้ายจิตใจ                 เมื่อคุณโมโหขณะทะเลาะกันรุนแรง คุณอาจต้องการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บปวดจากคำพูดของคุณ เช่นการทำเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ หรือหยิบปมด้อยของอีกฝ่ายขึ้นมาพูด เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำอะไรทุกอย่างเลวร้ายมากขึ้นไปอีก ดังนั้นหากต้องการระงับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าโดยเร็ว ต้องไม่พูดสิ่งเหล่านี้ออกไป และหันมาคุยกันในประเด็นที่ทะเลาะกันจะดีกว่า 2. เดินหนีออกไปดื้อ ๆ                 คุณอาจคิดว่าการเดินหนีคือการตัดบทสนทนา ที่ไม่ต้องต่อความยาว สาวความยืด  แต่นั่นกลับทำให้คู่ของคุณรู้สึกโดดเดี่ยว สับสน และหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก แต่ถ้าจำเป็นต้องเดินออกจากตรงนั้น ควรบอกอีกฝ่ายให้ชัดเจนก่อน ว่าคุณต้องการไปคิด พัก หรือตั้งสติ 3. ไม่ตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว                 ในระหว่างที่ทะเลาะกัน คุณและคู่รักควรร่วมกันตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ ไม่ใช่ตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว และทางที่ดีควรรอให้อารมณ์เย็นลงทั้งคู่ ก่อนที่จะตัดสินใจตกลงอะไรต่อกัน 4. ขุดเรื่องในอดีตขึ้นมาพูด นอกจากจะทำให้เรื่องราวเลวร้ายมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการทำร้ายจิตใจของอีกฝ่ายหรือแม้กระทั่งตัวเอง ทั้งยังตอกย้ำว่าคุณยังไม่ก้าวผ่านความรู้สึกที่ไม่ดีในตอนนั้นไปได้ 5. จะเอาแต่ชนะ การเอาชนะทั้งจากการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด ขอโทษ หรืออื่น ๆ ที่เป็นการเอาชนะ แต่อย่าลืมว่าคุณทั้งคู่ก็เหมือนเป็นฝ่ายเดียวกันเสมอ แต่ถ้ามัวเอาแต่ชนะกันก็จะทำให้คุณทั้งคู่หลายเป็นผู้แพ้ซะเอง ทางที่ดีจึงควรแก้ไขปัญหาในจุดที่ทำให้ทะเลาะกันจะดีกว่า 6. ใช้การพิมพ์คุยแทนการโทรคุยกัน                 การพิมคุยกันผ่านตัวหนังสือหรือข้อความ เป็นสิ่งที่ปราศจากน้ำเสียงและอารมณ์ร่วม จึงอาจทำให้บางข้อความดูเย็นชาหรือรุนแรงเกินจริง ดังนั้นการโทรคุยกันหรือคุยกับซึ่ง ๆ หน้าจึงดีกว่าการพิมพ์คุยกัน 7. ใช้ภาษากายแย่ ๆ                 เป็นธรรมดาที่คนทะเลาะกันจะหน้าบูดหน้าบึ้ง แสดงออกทั้งสีหน้า ท่าทาง และแววตา ว่าเบื่อเซ็ง ซึ่งอาจเป็นเรื่องปกติ แต่นั้นอาจทำให้ปัญหายิ่งบานปลายมากยิ่งขึ้น                 การทะเลาะกันไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือรุนแรง ก็สามารถกลับมาดีกันได้ แต่พฤติกรรมบางอย่างที่คุณกระทำด้วยความขาดสติ ก็อาจทำให้กลับมาคืนดีได้ แต่อาจไม่ได้รับการไว้ใจเหมือนเดิม ดังนั้นควรมีสติทุกครั้งที่มีปากเสียงกับคู่รัก .ขอบคุณข้อมูลจาก : BrandThink ... Read More

“Cyberbullying” การกลั่นแกล้งบนสื่อออนไลน์ที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมวิธีรับมือเมื่อถูกกระทำ

“Cyberbullying” คือสิ่งที่ถูกขนานนามว่าเป็นความน่ากลัวของการใช้เทคโนโลยีแบบผิด ๆ จากเครื่องมือสื่อสารสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังเครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Twitter, Instagram หรือเว็บไซต์อื่น ๆ โดยหลายคนใช้ช่องทางเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง ข่มขู่ รังควาญและคุกคาม โดยการกระทำเหล่านี้มักทำให้อีกฝ่ายต้องอับอายต่อหน้าผู้อื่น หรืออาจรุนแรงถึงขั้นผิดต่อกฎหมาย จริยธรรม รวมถึงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นอีกด้วย เช่น การโพสต์ คอมเมนต์ แชร์ หรือการส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จของบุคคลอื่นในทางที่ไม่ดีต่าง ๆ นานา ซึ่งการกระทำเหล่านี้ส่งผลกระทบทางจิตใจของผู้ถูกกระทำเป็นอย่างมาก แม้จะไม่ใช่การกระทำซึ่งหน้า แต่ก็สร้างบาดแผลให้ไม่น้อยเลยทีเดียว                 นอกจากนั้น Cyberbullying มักเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ไม่ใช่ว่าทำหนึ่งครั้งแล้วจะหยุดแค่นั้น และสามารถกระทำได้ตลอดเวลา ซึ่งจะทวีคูณให้เหยื่อเกิดความอับอาย เจ็บช้ำน้ำใจและเสียใจมากยิ่งขึ้น แล้วการกลั่นแกล้งแบบไหน ถึงจะเข้าข่ายการเป็น Cyberbullying…?? ทำให้เหยื่อเกิดความอับอาย                 ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์เพื่อด่าทอ เหน็บแนม ส่อเสียด และให้ร้าย เพื่อให้เหยื่ออับอายบนพื้นที่ต่าง ๆ ของสื่อโซเชียล และให้เกิดส่งต่อข้อมูลเชิงลบของเหยื่อไปเรื่อย ๆ นำคลิปออกมาแฉ                 ทั้งคลิปอนาจาร ถูกทำร้ายร่างกาย รุมแกล้ง หรืออื่น ๆ แล้วถูกคลิปออกมาแฉตามช่องทางต่าง ๆ ที่ทำให้เหยื่อเกิดความเสียหาย ถูกสวมรอยนำ Account ไปโพสต์เสีย ๆ หาย ๆ                 ทั้งบัญชีเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรืออื่น ๆ โดยนำ Account ของเหยื่อไปโพสต์เสีย ๆ หาย ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อความหยาบคาย สื่อลามก หรือการสร้างความเสียหายในรูปแบบต่าง ๆ แบล็กเมล์                 ข้อนี้ไม่ใช่แค่คนที่ไม่รู้จักกัน แต่ในกลุ่มเพื่อนหรือแม้กระทั่งครอบครัว ก็อาจเผลอแบล็กเมล์กันได้ เช่น นำความลับของเหยื่อออกมาเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว ภาพถ่าย ภาพหลุด ภาพโป๊เปลือย ซึ่งผู้กระทำและคนอื่น ๆ อาจสนุกสนานกับสิ่งนั้น แต่ผู้ถูกกระทำคงไม่สนุกด้วยแน่ ล่อลวงและหลอกหลวง ... Read More
เครื่องสแกนลายนิ้วมือ พร้อมติดตั้ง

เริ่มแล้ว! บริการติดตั้งฟรี เมื่อซื้อเครื่องสแกนลายนิ้วมือรุ่น “F 21” ตั้งแต่วันนี้ – 31 ก.ค. 2562

เริ่มแล้ว! บริการติดตั้งฟรี เมื่อซื้อเครื่องสแกนลายนิ้วมือรุ่น “F 21” ตั้งแต่วันนี้ – 31 ก.ค. 2562                 โปรโมชันเด็ดของ “เครื่องบันทึกเวลา” มาถึงแล้ว สำหรับผู้ที่สนใจเครื่องสแกนลายนิ้วมือที่สามารถใช้งานร่วมกับระบบ Access Control หรือระบบเปิด – ปิดประตู ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด กับเครื่องสแกนลายนิ้วมือ รุ่น “F 21” ที่ซื้อปุ๊บก็รับไปเลย บริการติดตั้งฟรีถึงที่! (เฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล)                 โดยเครื่องบันทึกเวลาหรือเครื่องสแกนลายนิ้วมือ รุ่น F 21 นอกจากจะทำงานร่วมกับระบบ Access Control ได้แล้ว ยังมีจุดเด่นในด้านความทนทานต่อสภาพอากาศต่าง ๆ โดยเฉพาะความชื้น ความร้อน หรือลายนิ้วมือไม่สม่ำเสมอ ที่มักส่งผลกระทบต่อตัวเครื่อง ทำให้สแกนลายนิ้วมือติดยาก เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถถ่ายภาพขณะบันทึกเวลาได้อีกด้วย                 เหตุที่ตัวเครื่องสามารถตรวจจับลายนิ้วมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมาพร้อมกับหัวอ่าน SilkID ที่มีความรวดเร็ว แข็งแรง ทนทาน แม้ลายนิ้วมือจะเปียกหรือแห้งขุย ก็ยังคงไว้ซึ่งความปลอดภัยในการตรวจสอบลายนิ้วมือ ทั้งยังสามารถติดตั้งได้ทั้งภายในและภายนอกของตัวอาคาร                 หากผู้ใช้งานไม่สะดวกที่จะบันทึกเวลาด้วยลายนิ้วมือ ก็ยังสามารถเพิ่มฟังก์ชันการบันทึกเวลาด้วยบัตรได้อีกด้วย โดยรองรับบัตรได้ 5,000 ใบ และลายนิ้วมืออีก 3,000 ลายนิ้วมือ พร้อมการบันทึกรายการได้สูงสุดถึง 100,000 รายการ หรือจะใช้งานร่วมกันก็ยังได้ ซึ่งจะสร้างความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก                 ส่วนดีไซน์ของตัวเครื่อง จะเน้นความเรียบง่ายแต่ดูมีราคา ตามแบบฉบับของ ZKTeco ซึ่งสวยงาม กะทัดรัด มีหน้าจอสี TFT LCD ขนาด 2.4 นิ้ว สามารถรองรับได้หลายภาษา พร้อมรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลได้หลายช่องทาง ได้แก่ RS232/48, TCP/IP และ USB Host ขอย้ำอีกครั้ง! หากซื้อเครื่องสแกนลายนิ้วมือ รุ่น F 21 ในตอนนี้ ไทเกอร์ซอฟท์มีบริการ “ติดตั้งฟรี” ... Read More
ประกันสังคม ทุพพลภาพ

ประกันสังคมแจงสิทธิผู้ประกันตนกรณี “ทุพพลภาพ”

ประกันสังคมแจงสิทธิผู้ประกันตนกรณี “ทุพพลภาพ” ก่อนจะพบกับสิทธิประโยชน์และการให้ความคุ้มครองดูแล แก่ผู้ประกันตนในกรณีทุพพลภาพ เรามาทำความรู้จักกันก่อน ว่าทุพพลภาพคืออะไร…?                 ทุพพลภาพ หมายถึง การสูญเสียอวัยวะ การสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือร่างกาย และการสูญเสียภาวะปกติทางจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง หรือถึงขั้นประกอบการงานตามปกติไม่ได้เลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการแพทย์กำหนด                 ด้านสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้ออกมาเปิดเผยถึงสิทธิการให้ความคุ้มครองและดูแลผู้ประกันตนในกรณีทุพพลภาพว่า ผู้ประกันตนที่เข้าข่ายเป็นผู้ทุพพลภาพ สามารถขอรับสิทธิประโยชน์กรณีทุพพลภาพจากสำนักงานประกันสังคมได้ ภายใต้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ในการเกิดสิทธิ โดยผู้ประกันตนจะต้องส่งเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนททุพพลภาพ และจะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้ กรณีทุพพลภาพรุนแรง จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดชีวิต กรณีทุพพลภาพไม่รุนแรง จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตามหลักเกณฑ์ และระยะเวลาตามประกาศฯ กำหนด กรณีเสียชีวิต ผู้จัดการศพจะได้รับค่าทำศพจำนวน 40,000 บาท เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตน ที่ทุพพลภาพถึงแก่ความตาย ค่าบริการทางการแพทย์ กรณีเข้ารับการบริการทางแพทย์ ณ สถานพยาบาลรัฐ ประเภทผู้ป่วยนอก จ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ประเภทผู้ป่วยใน จ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่สถานพยาบาล โดยคำนวณตามกลุ่มวินิจฉัยโลก (DRGs) กรณีเข้ารับการบริการทางแพทย์ ณ สถานพยาบาลเอกชน ประเภทผู้ป่วยนอก จ่ายเท่าที่จ่ายจริงไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท ประเภทผู้ป่วยใน จ่ายเท่าที่จ่ายจริงไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ส่วนค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะในการรับ – ส่ง ผู้ทุพพลภาพ จะเหมาจ่ายไม่เกินเดือนละ 500 บาท สำหรับผู้ประกันตนที่ต้องการขอรับประโยชน์ทดแทน จะต้องเตรียมเอกสารดังนี้ แบบคำขอรับผลประโยชน์ทดแทน (สปส. 2 – 01) ใบรับรองแพทย์ระบุว่าเป็นบุคคลทุพพลภาพ สำเนาเวชระเบียน สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ประเภทออมทรัพย์หน้าแรก                 นอกจากนี้ เมื่อผู้ประกันตนได้รับการรักษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพจากสำนักงานประกันสังคม โดยจะจ่ายให้แก่ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพ ตามหลักเกณฑ์ประกาศฯ กำหนด หากท่านใดมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ www.sso.go.th และสายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ... Read More

เจ็บป่วยหน้าฝนรักษาฟรี! สปส.แจ้งผู้ประกันตน ใช้สิทธิประกันสังคมได้ทันที ไม่มีค่าใช้จ่าย

เจ็บป่วยหน้าฝนรักษาฟรี! สปส.แจ้งผู้ประกันตน ใช้สิทธิประกันสังคมได้ทันที ไม่มีค่าใช้จ่าย                 ในช่วงนี้ไม่ว่าพื้นที่ไหน ๆ ก็มีฝนตกอยู่บ่อยครั้ง จึงเสี่ยงที่จะทำให้หลาย ๆ คนเจ็บป่วยได้ง่ายในช่วงนี้ จากโรคต่าง ๆ ที่มักเกิดในหน้าฝน เช่น โรคไข้เลือดออก โรคคอติดเชื้อ โรคท้องเสีย โรคผิวหนังอักเสบ โรคฉี่หนู โรคผิวหนังอักเสบ โรคฉี่หนู โรคไวรัสที่ทำให้เป็นหวัดหรือไข้ รวมถึงโรคไข้หวัดใหญ่อีกด้วย ด้านสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน จึงออกมากล่าวถึงเรื่องนี้แก่ผู้ประกันตน ให้มีการระมัดระวังเพื่อป้องกันการเกิดโรคดังกล่าว ที่มาพร้อมกับหน้าฝน และกล่าวถึงสิทธิการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตน ว่าผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยสามารถเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลตามสิทธิการรักษาพยาบาล ที่ผู้ประกันตนได้เลือกเอาไว้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย                 ส่วนกรณีที่เจ็บป่วยฉุกเฉิน ไม่สามารถเข้ารับการรักษากับโรงพยาบาลตามสิทธิได้ ให้ผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อน จากนั้นให้ญาติ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องรีบไปแจ้งให้โรงพยาบาลตามสิทธิฯ ทราบโดยด่วน เพื่อรับตัวผู้ป่วยไปรักษาต่อพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล                 โดยจะนับตั้งแต่เวลาที่โรงพยาบาลได้รับการแจ้งไป จนกว่าจะสิ้นสุดการรักษาในส่วนของค่ารักษาพยาบาล ที่เกิดขึ้นในก่อนหน้านั้น ทางสำนักงานประกันสังคมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ภายใน 72 ชั่วโมงแรก ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนด ส่วนผู้ประกันตนที่สำรองค่าใช้จ่ายในการรักษาไปก่อน สามารถทำเรื่องเบิกคืนจากสำนักประกันสังคมได้ตามขั้นตอน                 นอกจากนี้ ทางสำนักงานประกันสังคมยังนำข้อมูลของกระทรวงสาธารณะสุขออกเปิดเผย ว่าในปี 2562 มีตัวเลขล่าสุดว่าพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เป็นจำนวน 175,199 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วอีก 14 ราย หากผู้ประกันตนท่านใดที่ไม่อยากป่วยไข้ในช่วงนี้ สำนักงานประกันสังคมก็มีคำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพ ดังนี้ ควรดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ ไม่ควรทานน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็นจัด ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พกร่มหรือเสื้อกันฝนติดตัวเสมอ หากเปียกฝนให้อาบน้ำหรือสระผมทันที หากท่านใดมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ www.sso.go.th และสายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการติดต่อโดยตรง ที่สำนักประกันสังคมพื้นที่/จังหวัด/สาขาทั่วประเทศ ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานประกันสังคม ... Read More
เครื่องสแกนหลอดเลือดดำ

บันทึกเวลาด้วยลายนิ้วมือ พร้อมประมวลผลด้วยหลอดเลือดดำ กับเครื่องบันทึกเวลาประสิทธิภาพสูง รุ่น “FV18/ID”

บันทึกเวลาด้วยลายนิ้วมือ พร้อมประมวลผลด้วยหลอดเลือดดำ กับเครื่องบันทึกเวลาประสิทธิภาพสูง รุ่น “FV18/ID” อยากหันมาใช้เครื่องบันทึกเวลา แต่ไม่รู้จะเลือกรุ่นไหนดี…?                 เป็นคำถามและข้อสงสัยของหลาย ๆ บริษัท เพราะไม่รู้ว่าควรใช้รุ่นหรือรูปแบบไหนดี ที่มีประสิทธิภาพและฟังก์ชันการใช้งานที่เหมาะกับองกรค์ของตัวเอง นอกจากจะใช้เพื่อการบันทึกเวลาแล้ว ยังต้องการแบบที่ควบคุมระบบเปิด – ปิดประตูได้ หากมีข้อสงสัยเช่นนั้น ไทเกอร์ซอฟท์จึงขอนำเครื่องบันทึกเวลาที่เหมาะสำหรับคุณมาแนะนำกันค่ะ                 โดยเครื่องที่ว่านี้ก็คือ เครื่องสแกนลายนิ้วมือ รุ่น “FV18/ID” ที่ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีจุดเด่นตรงหัวอ่าน Multi-Biometric และแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ใหม่ด้วยเมนบอร์ด ZMM220 ที่มี CPU 1.2 GHz ทำให้สามารถจดจำลายนิ้วมือได้ดียิ่งขึ้น และจับภาพพร้อมประมวลผลหลอดเลือดดำ ซึ่งทำให้ FV18/ID มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น                 นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอีกประการที่ผู้ใช้งานหลายคนต้องการก็คือ ระบบ Access control หรือระบบเปิด – ปิดประตู ที่จะช่วยป้องกันบุคคลภายนอกเข้า – ออกโดยพลการ ซึ่งอาจเกิดเหตุร้ายที่คุณคาดไม่ถึงก็เป็นได้                 ส่วนเรื่องการติดตั้งมีความยืดหยุ่นเป็นอย่างมาก เพราะสามารถติดตั้งได้ทั้งแบบสแตนด์อโลนและการติดตั้งด้วยแผงควบคุมการเข้าถึง ที่รองรับสัญญาณ Wiegand มาตรฐานสูง                 นอกจากนี้ยังมีอินเตอร์เฟซสำหรับเข้าถึงการควบคุมระบบล็อกไฟฟ้า 3 ประตูและเซ็นเซอร์ประตู รวมถึงปุ่มสำหรับออกจากด้านใน อีกทั้งยังมีสัญญาณเตือนและกระดิ่ง พร้อมด้วย Firmware ใหม่ สามารถปรับฟังก์ชันต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม พร้อมสนับสนุนการตั้งค่าสิทธิ์ผู้ใช้งาน ซึ่งยืดหยุ่นสำหรับการจัดการหลายระดับ ถือเป็นการควบคุมการเข้าถึงได้อย่างเต็มรูปแบบ ส่วนคุณสมบัติด้านการใช้งานจะมีดังนี้ รองรับลายนิ้วมือ : 1,000 ลายนิ้วมือ รองรับข้อมูลเส้นเลือด : 1,000 เส้น บันทึกข้อมูลสูงสุด : 100,000 รายการ หน้าจอ :  จอสี TFT LCD Color Screen 2.4 นิ้ว การเชื่อมต่อ : TCP / IP, USB-host, WIFI (Optional) รองรับได้หลายภาษา                 จากคุณสมบัติที่กล่าวมาทั้งหมด จึงเป็นเหตุว่าทำไมผู้ที่กำลังมองหาเครื่องบันทึกเวลา ที่มีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานร่วมกับระบบเปิด – ปิดประตู ... Read More

ไขมัน VS น้ำตาล ใครคือผู้ร้ายที่ทำให้รอบเอวหนาขึ้น!!

ไขมัน VS น้ำตาล ใครคือผู้ร้ายที่ทำให้รอบเอวหนาขึ้น!! กี่ครั้งแล้ว…? ที่ต้องรู้สึกผิดเสมอหลังกินบุฟเฟ่ต์หรืออาหารมัน ๆ เพราะกลัวรอบเอวจะหนาขึ้น                 แต่ก็มีผลวิจัยออกมาชี้ว่า “ไขมัน” อาจไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริง แต่ “น้ำตาล” ต่างหาก ที่ทำให้รอบเอวหรือน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น โดยมีการวิเคราะห์อีกว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงอย่างน้ำอัดลม จะได้รับความเสี่ยงของการเสียชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปต่อวัน                 โดย อารอน คาร์รอล (Aaron Carroll) ศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยการแพทย์อินเดียน่า (Indiana University School of Medicine) ได้ออกมากล่าวถึงความสัมความสัมพันธ์ระเรื่องการกิน ระหว่างไขมันและน้ำหนักตัว บนหนังสือ ‘The Bad Food Bible : How and Why to Eat Sinfully.’ ซึ่งมีใจความสำคัญว่า “…มีสิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับไขมัน นั่นก็คือการบริโภคไขมันไม่ได้ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้ามกลับจะช่วยให้น้ำหนักลดลงด้วยซ้ำ…”                 จากใจความสำคัญนี้จึงตีความได้ ว่าอาหารที่มีไขมัน(ดี) ไม่ได้แย่อย่างที่หลาย ๆ คนคิด ดังนั้นอย่ากลัวที่จะกินอาหารจำพวกไขมัน                 มีไม่น้อยที่ยังมีข้อสงสัย ว่าน้ำตาลหรือไขมันที่เป็นต้นเหตุของปัญหาด้านสุขภาพต่าง ๆ จึงมีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มคนกินอาหารไขมันต่ำ และกลุ่มคนที่กินคาร์โบไฮเดรตต่ำ ซึ่งพบว่า… กลุ่มที่ตัดไขมันออกจากสิ่งที่บริโภค น้ำหนักไม่ลดลงแต่อย่างใด และยังไม่เห็นผลดีในด้านของสุขภาพ หรือการลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่าง ๆ กลุ่มที่ไม่ตัดไขมันออกจากสิ่งที่บริโภค และกินคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านกระบวนการขัดสี                 คาร์โบไฮเดรตที่กล่าวมา ก็คือ ขนมปัง ซีเรียลรสหวาน และข้าวขัดสี เป็นต้น โดยอยู่ในปริมาณที่ควบคุม แต่น้ำหนักกลับลดลง และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้อีกด้วย                 นอกจากนี้ยังมีการสังเกตจากผลศึกษาจำนวนมาก โดยนักวิทยาศาสตร์ได้นำคนกว่า 135,000 คน ใน 18 ประเทศ มาเปรียบเทียบถึงการกินแบบน้ำตาลต่ำและไขมันต่ำ กลับพบว่าคนที่กินอาหารแบบไขมันต่ำมีโอกาสเสียชีวิตเพราะโรคหัวใจต่าง ๆ และอีกหลายสาเหตุ ในขณะที่กลุ่มคนกินคาร์โบไฮเดรตต่ำ ไม่มีความเสี่ยงเหล่านั้น แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อลดไขมันอย่างต่อเนื่อง…??                 ... Read More